7. What Lies beyond death's Door

สำหรับการศึกษาเพิ่มเติมในชุดนี้ คลิกที่นี่

7. เบื้องหลังประตูแห่งความมรณาคืออะไร?

ประสบการณ์เฉียดตาย

 

ในปีค.ศ. 1976  ขณะกำลังเตรียมตัวจะเดินทางข้ามไปยังฝั่งเอเชียจากประเทศอังกฤษโดยทางบก ผมก็ตระหนักว่า ผมจำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆที่พบบ่อยๆในประเทศอินเดียและประเทศอื่นๆที่ผมกำลังจะไปเยือนในเร็วๆนี้  คุณหมอที่ฉีดวัคซีนให้ได้เตือนไม่ให้ผมดื่มแอลกอฮอล์เลยอย่างน้อย 24 ชั่วโมง  ตกดึกในคืนนั้น ผมก็ทำสิ่งที่โง่เขลาที่สุด (กรุณาอย่าลองทำแบบนี้ที่บ้าน!) ผมไม่ได้ทำตามคำแนะนำของหมอ  ตอนนี้ผมพูดได้เลยว่า ตั้งแต่มาเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์เมื่อ 44 ปีที่แล้ว ผมฉลาดขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่ในช่วงวัยรุ่นจนถึงช่วงยี่สิบต้นๆ ชีวิตผมเต็มไปด้วยการตัดสินใจที่แย่ๆ  ตอนนั้นผมยังสูบกัญชาหนักมาก  ดังนั้น ในค่ำคืนที่ปราศจากสารกระตุ้นใดๆ ก็ดูจะไม่เหมือนออกไปเที่ยวกลางคืนเอาเสียเลย

 

หลังจากพบหมอแล้ว ผมก็วางแผนเอาไว้ว่าจะทำอะไรบ้างช่วงเย็น ผมกำลังจะไปพบเพื่อนๆที่จะเลี้ยงส่งผมด้วยการดื่มสังสรรค์กันที่ผับแห่งหนึ่งก่อนที่ผมจะเดินทางข้ามจากยุโรปไปเอเชีย  เพราะคำเตือนของหมอ ดังนั้น ก่อนออกจากบ้าน ผมจึงบอกกับตัวเองว่า ผมต้องไม่ดื่ม เป็นการตัดสินใจอันชาญฉลาด แต่แทนที่จะทำตามนั้น ผมกลับคิดว่า ฮาชิช (ยางของต้นกัญชา ซึ่งมีฤทธิ์แรงกว่ากัญชา) แค่นิดๆหน่อยๆคงจะไม่เป็นไรมั้ง?  แต่ถ้าจะสูบฮาชิชที่มีอยู่ในตอนนั้น ก็คงเสียเวลานานเกินไป ผมจึงกินมันเข้าไปแทน แล้วก็เดินไปเจอเพื่อนๆที่ผับ  ทันทีที่ไปถึง พวกเพื่อนๆก็ซื้อเบียร์ครึ่งเหยือกให้  ผมจึงหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่า แค่ครึ่งเหยือกเอง  ผมคิดว่าเบียร์เล็กๆน้อยๆแค่นี้คงจะไม่เป็นพิษเป็นภัยกับผม  แถมผมก็ไม่อยากจะเสียมารยาทกับเพื่อนๆด้วย

 

ผมแน่ใจว่า อำนาจการต่อรองเข้าข้างตัวเองของผมคงถูกกระทบจากฮาชิชที่ผมกินเข้าไปนั่นเอง  ทันทีที่ดื่มเบียร์เข้าไป ผมเริ่มรู้สึกแย่มาก  ผมควบคุมสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในตัวเองไม่ได้เลย  ดูเหมือนปริมาฮาชิชที่ผมกินเข้าไป บวกกับแอลกอฮอล์ จะมากเกินกว่าที่ระบบร่างกายผมจะรับไหว เพราะวัคซีนหลายขนานที่เพิ่งฉีดไปก่อนหน้านี้ ผมจึงเริ่มคิดถึงคำเตือนของหมอ  ผมออกจากผับไป เพราะรู้ตัวว่ามีบางอย่างที่น่ากลัวมากกำลังเกิดขึ้นกับผม  ผมตัดสินใจแน่วแน่ว่า ต้องกลับบ้านไปที่อพาร์ตเมนท์ให้ได้  ตอนนั้น ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่ผมรู้ตัวว่า ตัวเองใกล้ตายเต็มที

 

ผมเดินโซซัดโซเซเข้าไปในอพาร์ตเมนท์ ล้มตัวลงบนโซฟา และแล้วก็มีบางอย่างที่แปลกประหลาดเกิดขึ้น ซึ่งได้เปลี่ยนทุกอย่างเท่าที่ผมเคยเชื่อมาจนถึงจุดนั้น  จริงๆผมออกจากร่างตัวเอง แล้วลอยออกไปขนานกับเพดานอีกฟากของห้อง ผมก้มลงมองดูร่างของตัวเอง  ประสบการณ์นี้ไม่ใช่นิมิต หรือความฝัน  นี่เป็นความจริง  ร่างของผมอยู่บนโซฟา แต่ผมไม่ได้อยู่ในร่างนั้น!  ผมเริ่มร้องขอความเมตตาจากพระเจ้า  ก่อนจะถึงจุดนั้น ผมไม่เชื่อเลยว่าพระเจ้ามีจริง ไม่มีญาติ หรือเพื่อนคริสตเตียนสักคน  ผมคิดว่าผมไม่เชื่อในพระเจ้า แต่จู่ๆผมก็กำลังอธิษฐานเป็นบ้าเป็นหลังราวกับจะไม่มีวันพรุ่งนี้ และวันพรุ่งนี้ก็แขวนอยู่บนเส้นด้าย!

 

ผมคิดว่าเมื่อผมตาย ผมจะไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไป  แต่ศาสนศาสตร์ของผมเปลี่ยนไปในทันที ตอนนั้นผมกำลังร้องหาพระเจ้าผู้ที่ผมไม่เคยเชื่อ  ผมสัญญากับพระองค์ว่า ถ้าพระองค์ยอมให้ผมมีชีวิตอยู่ต่อ ผมจะมอบชีวิตให้พระองค์ ผมจะทำทุกอย่างที่พระองค์อยากให้ทำ  ตอนนั้นชีวิตเริ่มมีค่ามาก เพราะผมไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะไปไหนถ้าสิ่งที่ประสบอยู่นี้เป็นจุดสิ้นสุด  หลังจากอธิษฐานและสัญญากับพระเจ้า ประสบการณ์นั้นก็จบลงทันที แล้วผมก็ลืมตาขึ้น กลับเข้ามาในร่างของตัวเอง และมีชีวิตอยู่โดยพระคุณพระเจ้า

 

คำถามอุ่นเครื่อง: คุณเคยมีประสบการณ์เฉียดตาย หรือต้องกล่าวอำลาคนใกล้ชิดบ้างไหม?  ขอให้เล่าสู่กันฟังถึงประสบการณ์ของคุณ

 

ประสบการณ์เฉียดตายของผมเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตผม  แม้ผมได้สัญญามอบชีวิตให้พระเยซูคริสต์แล้ว แต่ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองได้ทำอะไรลงไป  ดังนั้น วันรุ่งขึ้นผมจึงทรยศต่อคำสัญญานั้น  ผมไม่เข้าใจเลยว่า พระเจ้าเป็นใคร หรือจะพบพระองค์ได้อย่างไร  ตอนนั้นผมรู้หรือเชื่อแค่ว่า ยังมีบางสิ่งที่มากกว่าแค่ชีวิตในโลกนี้  ผมรับรู้ว่า ชีวิตของเราไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงร่างกายเนื้อหนังนี้เท่านั้น  ผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับชีวิตหลังความตาย พยายามทำความข้าใจว่า หลังจากตายแล้วจะเกิดอะไรขึ้น  ผมจำได้ว่า เคยไปคริสตจักรที่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ แต่ก็เข้าไปค้นหาว่าพวกเขาเชื่ออะไรไม่ได้สักที  มันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นกั้นอยู่ที่ประตู และทุกครั้งที่ผมพยายามจะเข้าไป หัวใจผมเริ่มเต้นแรงและเร็ว แล้วผมก็เข้าไปไม่ได้  พระเจ้าสัตย์ซื่อมากๆในการปกป้องผมจากลัทธิไสยศาสตร์และความเชื่อผิดๆ

 

ขณะที่กำลังค้นหาเพื่อทำความเข้าใจ ผมก็ได้มาพบหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเขียนโดยคุณหมอผู้ซึ่งได้ช่วยคนไข้บางรายฟื้นขึ้นมาจากประสบการณ์เฉียดตาย  หนังสือเล่มนี้ชื่อ Life After Life (คนเคยตายเล่าให้ฟัง) เขียนโดยนายแพทย์ เรย์มอนด์ เอ. มูดี  ช่วงปีค.ศ. 1970 กว่าๆ เริ่มมีเครื่องมือกู้ชีพใหม่ๆหลากหลายแพร่หลายทั่วไป ทำให้ผู้คนมากขึ้นรอดตายจากอุบัติเหตุที่โดยทั่วไปแล้วอันตรายถึงชีวิต  คนไข้บางรายเล่าให้เขาฟังถึงประสบการณ์หลังความตาย  คุณหมอมูดี รู้สึกทึ่งมากกับเรื่องราวที่คนไข้เหล่านี้เล่าให้ฟัง  เขาจึงเริ่มพูดคุยกับคุณหมอท่านอื่นๆ และในที่สุดก็ไปได้แฟ้มคนไข้ที่มีคนไข้กว่า 150 รายที่ตายไปแล้ว และกลับฟื้นขึ้นมาหลังจากได้รับการช่วยชีวิต  เรื่องราวที่น่าสนใจมากมายเหล่านี้ได้ถูกเล่าไว้ในหนังสือของเขา  เรื่องราวที่คนไข้ทั้ง 150 คนเล่านั้นมีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกันอย่างมาก  จากเรื่องราวที่คล้ายคลึงกันเหล่านี้ เขาได้รวบรวมออกมาเป็นภาพ “ตัวอย่าง” สั้นๆ (ตามทฤษฏี) ของสิ่งที่คนเราเผชิญขณะกำลังจะตาย

 

ชายคนหนึ่งกำลังจะตาย และขณะที่ร่างกายของเขาเจ็บปวดทรมานจนทนต่อไปไม่ไหวแล้ว เขาจะได้ยินเสียงหมอประกาศว่า เขาตายแล้ว  จากนั้นเขาก็จะเริ่มได้ยินเสียงที่น่าอึดอัด เป็นเสียงกริ่ง หรือเสียงหึ่งๆดังมาก และขณะเดียวกันก็รู้สึกตัวเองกำลังรีบร้อนทะลุผ่านอุโมงค์มืดๆยาวๆ  หลังจากนี้ เขาก็จะพบตัวเองออกมาอยู่นอกร่างทันที แต่ยังอยู่ในสภาพแวดล้อมใกล้ๆแถวนั้น เฝ้ามองร่างของตัวเองอยู่ห่างๆเหมือนเป็นคนดู  เขาเฝ้าดูความพยายามกู้ชีพเขาขึ้นจากจุดพิเศษนี้ที่มองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน และอยู่ในสภาวะอารมณ์ที่ปั่นป่วน

 

สักพัก พอรวบรวมสติได้ และเริ่มคุ้นเคยกับสภาวะประหลาดๆของตัวเองมากขึ้น เขาก็สังเกตเห็นว่า ตัวเองยังมี “กาย” อยู่ แต่เป็นกายอีกแบบที่แตกต่างจากเดิมมากและมีพลังซึ่งแตกต่างจากร่างกายที่เขาหลุดออกมา  ไม่ช้าก็เริ่มมีสิ่งอื่นๆเกิดขึ้น  จะมีคนอื่นๆเข้ามาทักทายและช่วยเหลือเขา เขาเหลือบไปเห็นวิญญาณของญาติๆ เพื่อนๆที่เสียชีวิตไปแล้ว  จากนั้นก็มีวิญญาณหนึ่งซึ่งเปี่ยมด้วยความรัก ความอบอุ่นอย่างที่เขาไม่เคยพานพบมาก่อน คือ พระองค์ผู้เป็นความสว่างมาปรากฏต่อหน้าเขา  บุคคลผู้นี้ถามเขาข้อหนึ่งโดยไม่ได้ใช้คำพูดใดๆ เพื่อให้เขาประเมินชีวิตตัวเอง พลางให้ความช่วยเหลือโดยแสดงให้เขาเห็นภาพย้อนหลังยาวๆติดต่อกันถึงเหตุการณ์สำคัญๆในช่วงชีวิตเขาทันที  บางช่วงเขาก็พบว่าตัวเองเข้าใกล้สิ่งกีดขวาง หรือเขตแดนบางอย่าง ซึ่งเห็นได้ชัดว่า มันหมายถึงขอบเขตระหว่างชีวิตในโลกกับชีวิตหลังจากนั้น  แต่เขาก็เห็นว่า เขาต้องกลับไปยังโลก เพราะยังไม่ถึงเวลาตายของเขา  ณ จุดนี้ เขาเริ่มขัดขืน เพราะเขาหลงใหลกับประสบการณ์ในชีวิตหลังความตาย และไม่อยากกลับไป  เขารู้สึกท่วมท้นด้วยความปลื้มปีติ ความรัก และสันติสุขอย่างมาก  ทว่า แม้เขาจะมีท่าทีแบบนั้น แต่เขาก็ต้องกลับคืนเข้าร่างและมีชีวิตอยู่ต่อไป

 

ภายหลังเขาพยายามเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง แต่ก็เล่ายากมาก  ปัญหาแรก คือ เขาไม่สามารถสรรหาคำพูดใดๆของมนุษย์มาบรรยายถึงเหตุการณ์เหล่านี้ที่อยู่เหนือโลกนี้ได้ดีพอ แถมเขายังพบว่า คนอื่นๆมักเยาะเย้ย  เขาจึงเลิกเล่าเรื่องนี้ให้ใครๆฟัง  กระนั้น ประสบการณ์นี้ก็ส่งผลต่อชีวิตเขาอย่างลึกซึ้งโดยเฉพาะมุมมองที่เกี่ยวข้องกับความตาย และความสัมพันธ์ของการตายกับการมีชีวิต

 

ผมไม่รู้ว่าเรย์มอนด์ มูดี เป็นคริสเตียนหรือไม่ตอนที่เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ หรือเขามีความเชื่อด้านจิตวิญญาณแบบอื่น  เขาไม่ได้ระบุว่า ทุกคนที่เล่าถึงประสบการณ์เหล่านี้เป็นผู้เชื่อ  แม้บางรายจะเป็น

 

คริสเตียน แต่นี่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น  แต่เพื่อสังเกตประสบการณ์ความตายจากมุมมองทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ

 

แน่นอน เราต้องตั้งข้อสงสัยหนังสือที่เกี่ยวกับชีวิตหลังความตายไว้ก่อน เพราะพระเยซูบอกไว้ว่า ในวาระสุดท้ายจะมีผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จเกิดขึ้นมากมาย (มธ.24:11) ตัวอย่างเช่น ในปี 1992 เบ็ตตี อีดี อ้างว่าเธอมีประสบการณ์การออกจากร่าง  ในหนังสือของเธอที่ชื่อ Embraced By the Light (อานุภาพรัก) เธออ้างว่า เธอได้รับการบอกเล่าว่า เอวาไม่ได้ถูกทดลอง แต่เธอตัดสินใจอย่างมีสติเพื่อสร้างเงื่อนไขที่จำเป็นในการเจริญขึ้นสู่ความเป็นพระเจ้า  นอกจากนี้ ยังมีหนังสืออีกเล่มชื่อ Heaven Is For Real (สวรรค์มีจริงนะครับ) ซึ่งในเล่มนี้ศิษยาภิบาลท็อดด์ เบอร์โป จากคณะเวสลีย์ได้เล่าถึงการเดินทางไปเที่ยวสวรรค์แล้วกลับมาของโคลตัน ลูกชายวัยสามขวบของเขา เขาเขียนว่า พระเจ้าดูเหมือนทูตสวรรค์กาเบรียล เพียงแต่มีลักษณะเด่นกว่า มีตาสีฟ้า ผมทอง และปีกใหญ่มาก ส่วนพระเยซูมีตาสีเขียวฟ้าน้ำทะเล ผมสีน้ำตาล ไม่มีปีก แต่มีม้าสีรุ้ง และพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นสีฟ้าๆ แต่ก็มองเห็นได้ยาก  ในฐานะคริสเตียนเราไม่ควรยอมรับคำกล่าวอ้างเช่นนี้ว่าเป็นความจริง

 

ผมไม่อ่านหนังสือประเภทนี้ เพราะเมื่อผมอ่านในพระคัมภีร์เกี่ยวกับคนที่เห็นใบหน้าพระเยซูเบื้องหลังผ้าคลุมหน้า คนเหล่านั้นที่เห็นพระองค์ล้วนตกตะลึงและล้มลงแทบเท้าพระองค์ราวกับคนตาย  คนเหล่านี้ได้แก่ ประสบการณ์ของอัครทูตยอห์นในหนังสือวิวรณ์ 1:17 หนังสือเล่มเดียวที่เราไว้ใจได้เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นนิรันดร์ คือ พระคัมภีร์  ผมจะพยายามสอนคุณถึงสิ่งที่อยู่ในพระคัมภีร์

 

เรื่องนิรันดร์กาลเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่เราต้องเข้าใจ เพราะศัตรูแห่งจิตวิญญาณของเราได้ใช้ความกลัวตายนี้มาสร้างความวิตกกังวล เพื่อส่งผลต่อการตัดสินใจของเรา  การเป็นสาวกที่มีวุฒิภาวะของพระเยซูคริสต์นั้นขึ้นอยู่กับการยอมรับความจริงพื้นฐานในพระคัมภีร์ ซึ่งควรจะถูกวางรากฐานไว้ในช่วงต้นๆของชีวิตคริสเตียนของคุณ ความจริงพื้นฐานสองประการที่คุณจะได้เรียนในบทเรียนชุดนี้คือ:

 

  1เพราะฉะนั้นขอให้เราผ่านหลักคำสอนเบื้องต้นเกี่ยวกับพระคริสต์ ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ โดยไม่

  วางรากฐานซ้ำอีก คือ เรื่องการกลับใจจากการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย และเรื่องความเชื่อในพระ-

  เจ้า 2ละคำสอนเรื่องพิธีล้างชำระต่างๆ การวางมือ การเป็นขึ้นจากความตาย และการลงโทษชั่วนิรันดร์

  (ฮบ. 6:1-2)

 

หากคุณทำตามสิ่งที่เรียนรู้มาและนำไปคิดใคร่ครวญ คำสอนพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยให้คุณเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระเยซูคริสต์ บางสิ่งที่เราจะสำรวจกันอาจอ่านยากสักหน่อย เพราะเราจะมาดูกันว่า พระเยซูสอนอะไรเกี่ยวกับทั้งนรกและสวรรค์  พระเยซูได้อ้างถึงชีวิตหลังความตายไว้หลายครั้ง จึงจำเป็นที่เราต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ในสิ่งที่พระองค์สอน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันที่เราจะต้องยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์ หลายคนลังเลที่จะพูดถึงเรื่องเหล่านี้ เพราะเราอยู่ในวัฒนธรรมที่ถูกครอบงำโดยวัตถุนิยม  มีแต่สิ่งที่เราจับต้องและมองเห็นได้เท่านั้นจึงจะถือว่ามีอยู่จริง และทุกสิ่งที่ไม่สามารถชั่งน้ำหนัก วัด รู้สึก หรือมองเห็นได้ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสงสัย เชื่อไม่ได้  บางคนก็บอกว่า เราจะเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นได้อย่างไร?

 

พระเยซูดำเนินชีวิตแตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง  พระองค์ท้าทายให้เราเปิดสายตาฝ่ายวิญญาณเพื่อมองไปถึงทรัพย์สมบัติล้ำค่าในชีวิตที่กำลังจะมาถึง  หากเรามองเห็นได้ชัดเจนและรู้แน่ๆว่า ที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่นี้ ก็เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตหน้า มันจะเปลี่ยนการตัดสินใจต่างๆในชีวิตนี้ไปอย่างสิ้นเชิง  เราจะฉลาดขึ้นถ้าจะพิจารณาเรื่องเหล่านี้เสียแต่ตอนนี้ ขณะที่เรายังมีเวลาสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่แค่เพื่อชีวิตเราเท่านั้น แต่สำหรับคนรอบข้างเราด้วย  ชีวิตนี้คงอยู่ชั่วประเดี๋ยวเดียวเมื่อเทียบกับชั่วนิรันดร์ และดังที่สตีเฟน ฮอว์คิง เคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า “นิรันดรเป็นเวลาที่ยาวนานมากโดยเฉพาะเมื่อใกล้ช่วงสุดท้าย”

 

1) อะไรโดนใจคุณเมื่อคุณอ่านเกี่ยวกับประสบการณ์เฉียดตายเหล่านี้?  

2)คุณคิดว่าชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างหากคุณมีประสบการณ์เฉียดตายแบบนี้ และได้รับอนุญาตให้ฟื้นกลับมาใช้ชีวิตที่เหลือต่อ

 

 

พระคัมภีร์สอนเรื่องวิญญาณหลับไหม?

 

บางคนเชื่อว่า เมื่อผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ตาย วิญญาณเขาจะหลับไป และไม่รู้สึกตัวจนกว่าพระเยซูจะมาหาเขาตอนที่พระองค์มารับผู้เชื่อในคริสตจักรขึ้นไป  ในพระคัมภีร์มีสองสามข้อที่พระเยซูพูดถึงการตายของคริสเตียนว่าเหมือน “หลับไป”  ตัวอย่างเช่น เมื่อพระเยซูคริสต์ชุบชีวิตลาซารัสให้เป็นขึ้นจากตาย  พระองค์จงใจคอยอยู่อีกสองวันก่อนจะไปที่อุโมงค์ฝังศพ (ยน. 11:6) คนยิวมีธรรมเนียมว่า วิญญาณผู้ตายจะวนเวียนอยู่รอบๆร่างของตัวเองได้อีกถึงสามวันหลังจากเสียชีวิตแล้ว  พระเยซูจึงจงใจคอยต่อไป เพื่อจะพิสูจน์ให้พวกที่ยังสงสัยได้เห็นว่า พระองค์มีสิทธิอำนาจเหนือความตาย  ลาซารัสไม่ได้นอนหลับอยู่ในอุโมงค์ แต่เขาตายไปแล้วจริงๆ:

 

  11พระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้วจึงตรัสกับพวกเขาว่า “ลาซารัสสหายของพวกเราหลับไปแล้ว แต่เรากำลัง

  จะไปปลุกให้เขาตื่น” 12พวกสาวกทูลว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าเขาหลับอยู่ เขาก็จะมีอาการดีขึ้น” 13พระ-

  เยซูตรัสถึงการตายของลาซารัส แต่พวกสาวกคิดว่าพระองค์ตรัสถึงการนอนหลับพักผ่อน (ยน. 11:11

  -13)

 

 

 

พระเยซูตรัสว่า เราเป็นชีวิตและการเป็นขึ้นจากตาย คนที่วางใจในเราจะมีชีวิตอีกแม้ว่าเขาจะตายไป และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย (ยน. 11:25-26)

 

พระเจ้ายังพูดถึงการตายว่า เหมือนนอนหลับไปตอนที่พระองค์ช่วยให้ลูกสาวของไยรัสฟื้นขึ้นจากความตาย:

 49ขณะที่พระองค์กำลังตรัสอยู่นั้น มีคนจากบ้านนายธรรมศาลามาบอกนายว่า “ลูกสาวของท่าน

   ตายแล้ว ไม่ต้องรบกวนอาจารย์อีก” 50เมื่อพระเยซูได้ยินจึงตรัสกับเขาว่า “อย่ากลัว จงเชื่อเท่านั้น

   แล้วลูกจะหายดี” 51เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในบ้าน พระองค์ไม่ทรงยอมให้ใครเข้าไปยกเว้นเปโตร

 ยอห์น ยากอบและบิดามารดาของเด็กเท่านั้น 52ทุกคนกำลังร้องไห้ทุกข์โศกเพราะเด็กคนนั้น แต่

   พระองค์ตรัสว่า “อย่าร้องไห้ เขายังไม่ตาย เพียงแต่นอนหลับอยู่” 53พวกเขาหัวเราะเยาะพระองค์

   เพราะรู้ว่าเด็กคนนั้นตายแล้ว 54พระองค์ทรงจับมือของเด็กแล้วตรัสว่า “ลูกเอ๋ย ลุกขึ้นเถิด” 55แล้ว

วิญญาณก็กลับเข้าไปในตัวเด็ก เขาก็ลุกขึ้นทันที พระองค์จึงตรัสสั่งให้เอาอาหารมาให้เขากิน 

   56บิดามารดาของเด็กคนนั้นก็ประหลาดใจมาก แต่พระองค์ทรงสั่งไม่ให้บอกใครถึงเหตุการณ์ที่

เกิดขึ้นนั้น (ลก.8:49-56)

 

3) จากพระคัมภีร์ตอนนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับความตาย? อะไรบ้างที่สะกิดใจคุณ?

 

ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ไม่มีวันตาย เขาแค่ถูกแยกออกจากร่างกาย ในสภาวะที่พระเยซูเรียกว่า “นอนหลับ”  เมื่อพระเยซูจับมือลูกสาวไยรัส แล้วบอกให้เธอลุกขึ้น จิตวิญญาณของเธอก็กลับมา  เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ไปอยู่ที่ไหนมา?  ร่างกายของเธอตายไปแล้ว และนอนอยู่บนเตียงต่อหน้าพระเยซูตลอดจนสาวกทั้งสาม แต่จิตวิญญาณของเธออยู่ที่อื่น  คุณไม่อยากรู้หรือว่า เธอไปเจออะไรมาบ้าง? ตามที่พระเยซูกล่าว คนเราจะตายก็ต่อเมื่อไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพระคริสต์เท่านั้น (อฟซ. 2:1, 5)  ในพระคัมภีร์ใช้คำว่า จิตวิญญาณและวิญญาณสลับกันไปมา  มาดูอีกตัวอย่างหนึ่ง ครั้งนี้มาจากพระ-คัมภีร์พันธสัญญาเดิมใน 1 พงศ์กษัตริย์ 17:17 เด็กชายตัวน้อยหยุดหายใจ ในพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูดั้งเดิมกล่าวไว้ว่า วิญญาณของเขา (เนเฟช) ออกจากร่างไป  ในข้อ 22 ของพระคัมภีร์ตอนเดียวกันนี้ ถ้อยคำพระเจ้ากล่าวว่า ชีวิตของเด็กชายคนนั้นกลับคืนมาหาเขาหลังจากที่เอลียาห์อธิษฐาน  คำภาษาฮีบรูที่ใช้ คือ “เนเฟช” นั้นระบุว่า วิญญาณของเด็กชายนั้นกลับมา

 

พระคัมภีร์บอกเราว่า ณ เวลานี้ในสวรรค์ มีวิญญาณจิตของคนชอบธรรมที่ถูกทำให้สมบูรณ์อยู่ (ฮบ.12:23) และอีกที่หนึ่งในพระคัมภีร์บอกว่า เมื่อพระเยซูคริสต์กลับมารับผู้เชื่อขึ้นไปสวรรค์  โดยพระเยซูนั้น พระเจ้าจะทรงนำบรรดาคนที่ล่วงหลับไปแล้วนั้นมากับพระองค์ (1 ธส. 4:14)  ร่างของพวกเขาอยู่ในหลุมศพ แต่ตัวตนซึ่งเป็นธรรมชาติที่มองไม่เห็น คือ จิตวิญญาณและวิญญาณของพวกเขานั้นอยู่กับพระเจ้า ไว้วันหลังเราจะมาพิจารณาข้อพระคัมภีร์ตอนนี้อย่างละเอียดมากขึ้น

 

เมื่อชายคนหนึ่งที่ต้องการติดตามพระเยซูคริสต์ แต่ต้องไปฝังศพพ่อของตนก่อน พระเยซูบอกเขาว่า “จงตามเรามาเถิด ปล่อยให้คนตายฝังคนตายของพวกเขาเองเถิด” (มธ. 8:22) คนตายจัดเตรียมงานศพไม่ได้  พระเยซูคริสต์กำลังบอกว่า ปล่อยให้ผู้ที่ตายฝ่ายวิญญาณจัดเตรียมงานศพพ่อของพวกเขาเอง สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเหล่าสาวก คือ ออกไปประกาศกับคนเหล่านั้นที่ตายฝ่ายวิญญาณ เช่น พวกที่ไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าก่อนที่เขาจะตาย  เรามาแสดงให้เห็นภาพนี้กันโดยใช้ภาพที่เราต่างก็คุ้นเคยกันดีดังนี้

 

เวลาผมเข้าไปในรถ รถก็จะนิ่งสนิทจนกว่าผมจะบิดกุญแจสตาร์ทรถ มันจะไม่ไปไหนเลย ถ้าผมไม่ขับมัน ในทำนองเดียวกัน ตัวตนจริงๆของเรา คือ จิตวิญญาณและวิญญาณที่ “ขับเคลื่อน” ร่างกายของเรา และมีชีวิตอยู่ต่อไปหลังความตาย  ชีวิตคนเราไม่ใช่เพียงแค่เนื้อหนังบนร่างกายนี้เท่านั้น

 

ในงานศพ เราฝังบางอย่าง (แต่ไม่ใช่บางคน) กายดินของเราที่เป็นแค่บ้าน (ไม่ใช่ผู้อาศัย) นี่เองซึ่งถูกฝังลงไปในหลุมศพ

 

เวอร์นา ไรท์

 

เพราะเรารู้ว่าถ้าเรือนกายบนโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ถูกทำลายไป เราก็ยังมีที่อาศัยซึ่งมาจากพระเจ้า ที่ไม่ได้สร้างด้วยมือมนุษย์ และอยู่อย่างถาวรนิรันดร์ในสวรรค์ (2 คร. 5:1)

 

เมื่อหลายปีก่อน เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเราที่อยู่ในประเทศอิสราเอล เป็นผู้หญิงซึ่งรักพระเจ้าชื่อ คริสทีน ตั้งครรภ์  เธอแท้งและตกเลือดบนพื้นบ้านของเธอ  เธอเสียชีวิตจมกองเลือด  ขณะที่จิตวิญญาณออกจากร่าง  ทันใดนั้น เธอก็เริ่มเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนๆที่ล่วงลับไปก่อนหน้า  เธอท่วมท้นด้วยความรู้สึกสงบสุขขณะที่ทุกคนต่างเริ่มร้องเพลงให้เธอ  “ขอต้อนรับกลับบ้าน คริสทีน”  ณ ตรงนั้น พระเยซูยืนอยู่ต่อหน้าเธอ ต้อนรับเธอกลับบ้าน  พระองค์บอกเธอว่า เธอจะเลือกอยู่ที่นี่ หรือจะกลับไปทำภารกิจที่พระเจ้าได้มอบหมายให้สำเร็จก็ได้

 

ตอนนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงสามีซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาในห้องที่ร่างของเธอนอนอยู่ดังขึ้นข้างหลัง  เขาตรวจชีพ-จรและเห็นว่า คริสทีนเสียชีวิตแล้ว  เขาจึงเริ่มร้องหาพระเจ้าด้วยความทุกข์ทรมานใจ ขอร้องให้พรเจ้าส่งเธอกลับมา  คริสทีนบอกผมว่า เธอจำไม่ได้ว่าได้ตัดสินใจกลับมา แต่ทันใดนั้นเธอก็กลับมาเข้าร่าง ลืมตาขึ้น และบอกสามีว่า ไม่ต้องกลัว แต่ให้พาเธอไปโรงพยาบาล  เมื่อทั้งสองไปถึงโรงพยาบาล ทั้งพยาบาลและหมอรีบถ่ายเลือดให้เธอ ต่างก็สงสัยว่า ทำไมเธอถึงไม่ตายทั้งๆที่เสียเลือดไปมากมายขนาดนั้น  พระเจ้าได้เข้าแทรกแซงอย่างสวยงาม และประทานให้เธอมีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายปีเพื่อทำภารกิจของเธอในอิสราเอลให้สำเร็จลุล่วง  เธอได้เห็นการอัศจรรย์มากมายที่นั่น ในกรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล ขณะที่ใช้ชิวิตอย่างเต็มที่ในพันธกิจรับใช้คนอิสราเอล

 

4) คุณจำช่วงเวลาในชีวิตที่คุณเชื่อว่า พระเจ้าได้แทรกแซงช่วยกู้คุณจากอุบัติเหตุที่อาจส่งผลให้คุณถึงแก่ความตายได้ไหม? ขอให้เล่าเรื่องของคุณอย่างย่อๆ

 

 ความตายของประชากรขององค์พระผู้เป็นเจ้ามีค่าในสายพระเนตรของพระองค์ (สดด. 116:15, NIV)

 ความตายของประชากรขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ผู้ที่พระองค์รัก) มีค่า (สำคัญ และไม่ใช่เรื่องเล่นๆ)

 ในสายพระเนตรพระยาห์เวห์ (สดุดี 116:15)

 

  5)  เหตุใดพระเจ้าจึงยินดีในการตายของเหล่าธรรมิกชนที่ได้ฝากชีวิตไว้กับพระองค์?

 

พระเจ้าจะยินดีในการตายของเราได้อย่างไร หากเราแค่ผล็อยหลับไปแค่นั้น?  ถ้าเราหมดสติตอนที่จากไป แล้วทำไมพระเยซูจึงพูดกับโจรบนไม้กางเขนว่า เราบอกความจริงกับท่านว่า วันนี้ท่านจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม (ลก. 23:43)?  พระองค์ไม่ได้บอกว่า “เมื่อสิ้นยุค หลังจากหลับสบายมาแล้ว เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม”  พระเยซูกำลังสอนว่า ชายคนนั้นจะมีชีวิตและไปอยู่ในเมืองบรมสุขเกษมกับพระองค์ก่อนสิ้นสุดวันนั้น

 

 

 

มีสถานที่กึ่งกลางสำหรับคนที่ไม่ค่อยดีพอบ้างไหม?

 

เหตุใดพระคัมภีร์จึงไม่พูดถึงสถานที่กึ่งกลางที่เรียกว่าแดนชำระเลย?

 

ตามสารานุกรมของคาทอลิก แดนชำระ คือ “สถานที่ หรือสภาพการถูกลงโทษชั่วคราวของผู้ที่จากโลกนี้ไปด้วยพระคุณของพระเจ้า แต่ก็ไม่ได้หลุดพ้นจากความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆเสียทีเดียว หรือยังไม่ได้ชดใช้บาปของตนอย่างสาสม”  กล่าวย่อๆ ตามศาสนศาสตร์คาทอลิก แดนชำระเป็นสถานที่ที่วิญญาณของคริส-เตียนจะไปพักอยู่หลังจากตายแล้ว เพื่อรับการชำระบาป ซึ่งยังไม่ได้ชำระหมดสิ้นในช่วงชีวิต  หลักคำสอนเรื่องแดนชำระนี้สอดคล้องกับพระคัมภีร์ไหม?  ไม่เลย  พระเยซูตายเพื่อชดใช้โทษบาปทั้งสิ้นของเราแล้ว (รม. 5:8) อิสยาห์ 53:5 กล่าวว่า

 

   แต่ท่านถูกแทงเพราะความทรยศของเรา ท่านบอบช้ำเพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนที่ตกบน

   ท่านนั้นทำให้พวกเรามีสวัสดิภาพ และที่ท่านถูกเฆี่ยนตีก็ทำให้เราได้รับการรักษา

 

พระเยซูคริสต์ทนทุกข์เพราะบาปของเรา เพื่อเราจะหลุดพ้นจากโทษที่ต้องถูกแยกจากพระเจ้า  การที่บอกว่า เราเองก็ต้องทนทุกข์เพราะบาปของเราด้วย เท่ากับบอกว่าการทนทุกข์ของพระเยซูนั้นไม่เพียงพอ  ที่บอกว่าเราต้องไถ่บาปของเราโดยการชำระในแดนชำระเท่ากับไม่ยอมรับว่าเครื่องบูชาไถ่บาปของพระเยซูนั้นเพียงพอ (1 ยน. 2:2) ความคิดที่ว่า เราต้องทนทุกข์เพราะบาปของเราหลังจากเสียชีวิตนั้นขัดแย้งกับทุกๆสิ่งที่พระคัมภีร์พูดถึงเกี่ยวกับความรอด

 

   โดยการถวายบูชาเพียงครั้งเดียว พระองค์ก็ทรงทำให้คนทั้งหลายที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้วนั้นถึง

  ความสมบูรณ์ตลอดไป (ฮบ. 10:14)

 

บางครั้งคนเราก็สามารถมองเห็นได้ทั้งสองโลกขณะที่กำลังจากไป

 

บางครั้ง ขณะที่คนกำลังจะตาย วิญญาณของพวกเขามักล่องลอยระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์และเห็นได้ทั้งสองโลก  ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ดไวท์ แอล. มูดี ผู้ประกาศข่าวประเสริฐจะเสียชีวิต เขาเห็นสง่าราศีที่กำลังรอเขาอยู่แวบหนึ่ง และเมื่อตื่นจากการนอนหลับ เขาเล่าว่า:

 

โลกถอยห่างออกไป สวรรค์เปิดออกต่อหน้าผม  หากนี่คือความตาย มันช่างหวานชื่นนัก!  ที่นี่ไม่มีหุบเขา  พระเจ้ากำลังเรียกพ่อ และพ่อจะต้องไป!  ลูกชายเขาที่กำลังยืนอยู่ข้างๆพูดขึ้นว่า “ไม่ครับ

 

ไม่ครับพ่อ พ่อกำลังฝันอยู่”  มูดีตอบ “ไม่ใช่ พ่อไม่ได้กำลังฝันไป  พ่อได้เข้าไปอยู่ในประตูรั้วแล้ว พ่อเห็นใบหน้าของเด็กๆ”  เวลาล่วงไปไม่นาน และแล้วสิ่งที่ตามมา สำหรับครอบครัวแล้วดูเหมือนเป็นการต่อสู้กับความตาย  แล้วเขาก็พูดขึ้นอีกว่า “นี่คือชัยชนะของพ่อ! นี่เป็นวันแห่งการเฉลิมชัยของพ่อ! มันช่างงดงามเลอเลิศจริงๆ!

 

  

 

บางคนบอกว่ามูดีกำลังฝันอยู่ แต่พระคัมภีร์ก็บอกเราถึงคนหนึ่งที่ได้เห็นทั้งสองโลกขณะใกล้ตาย  เรากำลังพูดถึงสเทเฟน  เหตุการณ์ในข้อพระคัมภีร์ด้านล่างเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ประกาศข่าวประเสริฐกับพวกที่ข่มเหงคริสเตียน

 

 54เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้นก็รู้สึกบาดใจ และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเข้าใส่สเทเฟน 55ฝ่ายสเทเฟน

 

   ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้เขม้นดูสวรรค์เห็นพระสิริของพระเจ้า และพระเยซูทรงยืนอยู่

   เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ 56แล้วท่านได้กล่าวว่า “ดูเถิด ข้าพเจ้าเห็นท้องฟ้าแหวกเป็น

   ช่องและบุตรมนุษย์ยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า57แต่เขาทั้งหลายร้องเสียงดังและ

   อุดหูวิ่งกรูกันเข้าไปยังสเทเฟน 58แล้วขับไล่ท่านออกจากกรุงและเอาหินขว้าง ฝ่ายคนที่เป็นพยาน

   ปรักปรำสเทเฟน ได้ฝากเสื้อผ้าของตนวางไว้ที่เท้าของชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อเซาโล 59เขาจึงเอาหิน

   ขว้างสเทเฟนเมื่อกำลังอ้อนวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอทรงโปรดรับจิต

   วิญญาณของข้าพระองค์ด้วย” 60สเทเฟนก็คุกเข่าลงร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอ

   โปรดอย่าทรงถือโทษเขาเพราะบาปนี้” เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้วก็ล่วงหลับไป (กิจการ 7:54-60)

 

เราเชื่อได้อย่างจริงใจไหมว่า หลังจากสเทเฟน คนของพระเจ้า ได้เห็นพระเยซูยืนรอรับเขาอยู่ จากนั้นเขาก็ล้มลงหมดสติหลับไป?  พระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าของผู้ที่ล่วงหลับไป!  เมื่อเราตาย เราถูกแยกออกจากร่างของเรา แต่เราทุกคนยังมีชีวิตอยู่หลังความตาย  ผมเชื่อว่าพระคัมภีร์สอนเราว่า นิรันดร์กาลสำหรับเราทุกคนนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อเรากำลังจะจากโลกนี้ไป นั่นเป็นสิ่งที่พระเยซูพูดถึงเกี่ยวกับอับรา-ฮาม อิสอัค และยาโคบมิใช่หรือ? 

 

 26ส่วนเรื่องคนที่ตายและถูกทำให้เป็นขึ้นอีกนั้น ท่านทั้งหลายไม่เคยอ่านคัมภีร์ของโมเสสเรื่องพุ่มไม้

   หรือ? ที่พระเจ้าตรัสไว้กับโมเสสว่า ‘เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของ

  ยาโคบ’  27พระองค์ไม่ได้เป็นพระเจ้าของคนตาย แต่เป็นพระเจ้าของคนเป็น ท่านทั้งหลายเข้าใจผิด

   มากทีเดียว” (มก.12:26-27)

 

อัครทูตเปาโลเขียนไว้ว่าการ ไปพ้นจากร่างกายนี้ เท่ากับได้ไปอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า” (2 คร. 5:8)  เปาโลยังได้เขียนไปยังคริสตจักรที่เมืองฟิลิปปีถึงความปรารถนาของเขาที่อยากตายเพื่อจะไปอยู่กับพระเยซูคริสต์:

 

  22ถ้าข้าพเจ้ายังจะมีชีวิตอยู่ในร่างกาย ข้าพเจ้าก็จะทำงานให้เกิดผล แต่ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะเลือกฝ่าย

  ไหน 23ข้าพเจ้าลำบากใจระหว่างสองฝ่ายนี้ คือว่า ข้าพเจ้ามีความปรารถนาจะจากไปเพื่ออยู่กับ

 พระคริสต์ ซึ่งประเสริฐกว่ามากนัก 24แต่การที่ยังอยู่ในร่างกายนี้ก็จำเป็นมากกว่าสำหรับพวกท่าน

  (ฟป.22-24)

 

เปาโลไม่ได้คาดหวังว่า ตัวเองจะหมดสติหลับไปตอนที่ตาย เขาคาดหวังเต็มเปี่ยมว่า ตัวเองจะมีชีวิตอยู่จริงๆ  เขาพูดถึงมันว่า เป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่ามาก!  คำว่า “จากไป” ในข้อ 23 ด้านบนแปลมาจากคำกรีกซึ่งใช้ในการถอนสมอเรือ เอ.ที. โรเบิร์ตสัน แปลคำนี้ว่า “ถอนสมอ แล้วออกเรือ”  ถ้าเปาโลกำลังเตรียมตัวจะหลับไปถึงสองพันปี ผมก็มองไม่เห็นเลยว่ามันจะ “ประเสริฐกว่ามาก” ได้อย่างไร

 

วิคเตอร์ ฮิวโก เคยเขียนไว้ว่า: “เมื่อข้าพเจ้าลงไปในหลุมศพ ข้าพเจ้าก็จะพูด (เหมือนที่คนอื่นๆพูด) ได้ว่า ข้าพเจ้าเสร็จสิ้นจากการงานของข้าพเจ้าแล้ว แต่ไม่อาจบอกได้ว่า ชีวิตของข้าพเจ้าจบลง การงานของข้าพเจ้าจะเริ่มต้นในวันรุ่งขึ้น  อุโมงค์ฝังศพของข้าพเจ้าไม่ใช่ทางตัน หากแต่เป็นทางผ่าน ซึ่งจวนเจียนจะพลบค่ำ เพื่อจะเผยให้เห็นอรุณรุ่งแห่งวันใหม่”

 

ในหนังสือของรูธ เกรแฮม เบลล์ ที่ชื่อ Legacy of a Pack Rat ได้เล่าถึงเรื่องนี้ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริงเป็นเรื่องของคุณยายของศิษยาภิบาลฮัมฟรี อามิสเต็ด แห่งเมืองมอนต์ทรีท รัฐนอร์ธแคโรไลนาว่า:

 

ห้องนั้นเงียบสงัดและมืดสลัว หญิงชรานั้นกำลังนอนอิงหมอนฟัง ขณะที่โรเบิร์ต ลูกชายของเธอ

 

            คุยถึงครอบครัว เพื่อนๆของเธอ และเรื่องอื่นๆที่เธอสนใจ  เธอตั้งตารอคอยการมาเยี่ยม

ของเขาทุกวัน  เขาอยู่ที่เมืองแมดิสัน ซึ่งไม่ไกลจากเมืองแนชวิลมากนัก และโรเบิร์ตได้ใช้เวลากับแม่ของเขามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะจากอาการป่วยที่แม่เป็นอยู่  เขารู้ว่าทุกครั้งที่มาเยี่ยมแม่ มันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของเขาก็ได้  ขณะที่เล่า สายตาเขาซึมซับทุกรายละเอียดบนใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความรักของเธอ ทุกริ้วรอย ซึ่งบัดนี้ก็มีริ้วรอยมากกว่าเส้นโค้งเว้า ผมสีดอกเลา และนัยน์ตาที่อ่อนล้า หากแต่ยังเปี่ยมด้วยความรัก  เมื่อถึงเวลากลับ เขาจุมพิตหน้าผากเธออย่างอ่อนโยน ให้ความมั่นใจกับเธอว่า เขาจะกลับมาอีกในวันรุ่งขึ้น  เมื่อกลับถึงบ้านที่แมดิสัน เขาพบว่า โรบิน ลูกชายวัยสิบเจ็ดปีของเขาป่วยเป็นไข้แปลกๆ สองสามวันต่อมา เวลาทั้งหมดของเขาก็ง่วนอยู่กับระหว่างลูกชายและแม่ของเขา  เขาไม่ได้บอกแม่ว่า โรบินป่วย โรบินเป็นหลานชายคนโต เป็นทั้งความภาคภูมิใจและความชื่นชมยินดีในชีวิตของเธอ  แต่แล้วจู่ๆ โรบินก็จากไปอย่างกะทันหัน  การตายของเขาทำให้คนทั้งชุมชนและครอบครัวพากันตกใจอย่างมาก ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก และในวัยสิบเจ็ดปีก็ยังเด็กเกินไปที่จะตาย

 

ทันทีที่งานศพเสร็จสิ้นลง มิสเตอร์อามิสเต็ด ก็รีบไปอยู่ข้างเตียงแม่ ถ้าหากจะบอกว่าไม่ได้อธิษฐานอะไรในสภาพของเขา ก็คงค้านกับความจริงที่เขาเพิ่งจะฝังศพลูกชายหัวปีมา  ในสภาพที่แม่เป็นอยู่ มันคงจะเป็นเรื่องที่หนักหนาเกินกว่าแม่จะรับได้  ตอนนั้นคุณหมออยู่ในห้อง ขณะที่เขาเดินเข้ามา  แม่ของเขานอนหลับตาอยู่  “เธออยู่ในอาการโคม่า” คุณหมอบอกอย่างอ่อนโยน  เพราะรู้ดีถึงแรงกดดันที่ชายผู้นี้ต้องเผชิญ  การที่เขาหมั่นมาเยี่ยมแม่อย่างสัตย์ซื่อ การตายจากไปของลูกชาย ไหนจะงานศพที่เขาเพิ่งจากมา  คุณหมอวางมือลงบนบ่าของคุณอามิสเต็ดอย่างเห็นอกเห็นใจ โดยปราศจากคำพูดใดๆ  จากนั้นก็ว่า “แค่นั่งข้างๆท่านเฉยๆ ท่านอาจจะ…”  แล้วเขาก็ปล่อยให้ทั้งสองอยู่ด้วยกัน  หัวใจของคุณอามิสเต็ดหนักอึ้งขณะนั่งอยู่ท่ามกลางความมืดที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามาในยามโพล้เพล้นั้น  เขาจุดตะเกียงบนโต๊ะข้างเตียง และเงามืดก็จางหายไป  ไม่ช้า เธอก็ลืมตาขึ้น และยิ้มเมื่อจำได้ว่าลูกชายมา  แม่วางมือลงบนเข่าของ “บ็อบ...” ลูกชาย พลางเรียกชื่อเขาอย่างรักใคร่ จากนั้นก็เคลิ้มหมดสติไปอีก  คุณอาร์มิสเต็ด นั่งเงียบๆต่อไป มือกุมอยู่บนมือของแม่ โดยไม่เคยละสายตาไปจากใบหน้าของเธอเลย  สักพักก็มีการเคลื่อนไหวบนหมอน  แล้วแม่ก็ลืมตา และนัยน์ตาแม่ดูเหมือนกำลังมองออกไปไกลๆ ราวกับเธอมองเลยจากห้องนั้นไป  สายตาที่เปี่ยมด้วยความอัศจรรย์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของแม่  “แม่เห็นพระเยซู”  เธอร้องเสียงด้ง พลางพูดต่อว่า “ทำไมมีพ่อและแม่” อ้าว แล้ว “นั่น ร็อบบี้นี่! แม่ไม่รู้เลยว่า ร็อบบี้ตายแล้ว”  เธอเอามือตบเข่าลูกชายอย่างอ่อนโยน “โถ บ็อบ ผู้น่าสงสาร” เธอพูดเบาๆ แล้วก็จากไป

 

เธอรู้ได้อย่างไรว่า ร็อบบี้เสียชีวิตแล้ว ถ้าเธอไม่ได้เห็นเขา? เธอเห็นร็อบบี้ขณะที่เธอกำลังจะออกจากสังขารกายที่อยู่โลกนี้ไป  ความตายจึงเป็นเหมือนวันรับปริญญา!

 

เมื่อพวกเขามาถึงประตูแห่งความตาย พระเจ้าทรงต้อนรับผู้ที่รักพระองค์ (สดด. 116:15)

 

อธิษฐาน: พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้เราดำเนินชีวิตในแต่ละวันโดยรู้ว่า วันหนึ่งเราจะได้พบกับพระองค์ และขอโปรดช่วยให้เราใช้เวลาที่พระองค์ประทานให้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับนิรันดร์กาล  ขอประทานสายตาให้เรามองเห็นว่า อะไรสำคัญแท้จริงขณะที่เราใช้ชีวิตนี้ด้วยความคาดหวังถึงชีวิตที่จะมาถึง เอเมน

 

 

 

คีธ โธมัส

 

Email: keiththomas@groupbiblestudy.com   

 

Website: www.groupbiblestudy.com