1. Who is Jesus?

สำหรับการศึกษาเพิ่มเติมในชุดนี้ คลิกที่นี่

1. พระเยซูคือใคร?

ความทรงจำแรกที่ผมมีเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ คือสิ่งที่ผมเห็นขณะเดินไปโรงเรียนวันหนึ่งตอนอายุ สิบขวบ ขณะที่เดินผ่านโบสถ์ขององค์กรซาลเวชันอาร์มี (Salvation Army) แห่งหนึ่ง โปสเตอร์บน กำแพงโบสถ์สะดุดตาผม มันอ่านว่าคุณมีชีวิตอยู่จริงๆหรือเปล่า?” ผมคิดว่ามันเป็นคำถามที่น่าขำ ที่สุดเลย ผมก็ต้องมีชีวิตอยู่ซิ ถึงจะสามารถอ่านไอ้ป้ายงี่เง่านี่ได้! แถมมันยังไม่มีคำบรรยายอะไรใต้ ภาพอีกด้วย ตอนนั้นผมรู้สึกว่าพวกคริสเตียนคงต้องเป็นพวกที่ไร้เหตุผลที่สุดแน่ๆ แต่แน่นอนว่าเมื่อ ผมได้กลายเป็นคริสเตียนเอง ผมถึงเข้าใจว่าเมื่อคนๆหนึ่งมาถึงพระเยซู เขาเหมือนได้เข้าสู่ชีวิตอีก แบบหนึ่ง เป็นชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์ โปสเตอร์บนกำแพงโบสถ์นั้นคงพูดถึงการมีชีวิต อย่าง แท้จริง ในตอนนี้ผมเข้าใจความหมายของคำถามนั้นแล้ว แต่ครั้งแรกที่ผมอ่านมันผมไม่เข้าใจเลย คนที่คิดคำถามนี้ขึ้นมาคงไม่ได้คำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่เขาต้องการสื่อสารถึงแน่ๆ เพราะกว่าผมจะ เข้าใจมันคือหลังจากผมได้เป็นคริสเตียนแล้วเท่านั้น

 

อคติที่ผมมีต่อศาสนาคริสต์ได้นำให้ผมไปศึกษาลัทธินิวเอจและศาสนาอื่นๆมากมาย แต่ในที่สุดสิ่ง ที่ทำให้ผมหันมาให้ความสนใจศาสนาคริสต์ได้คือหนังสือของ ฮาล ลินด์ซีย์ (Hal Lindsey) ชื่อว่า “The Late Great Planet Earth” (โลกอันยิ่งใหญ่ที่ล่วงลับไป) เขากล่าวถึงหลากหลายเหตุการ์ที่เป็น พยานถึงความจริงว่าพระเยซูยังคงมีชีวิตอยู่ โดยการเอ่ยถึงคำพยากรณ์จากพระคัมภีร์เกี่ยวกับ การกลับมาของพระเยซูคริสต์และช่วงเวลาก่อนที่วันนั้นจะมาถึง เขาชี้ให้เห็นว่าหลายคำพยากรณ์ นั้นกำลังเกิดขึ้นจริงในยุคของพวกเรา มันกระทบชีวิตผมมากตอนนั้น ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นยังไงนะ แต่ ส่วนตัวผมเองแล้วต้องเห็นหลักฐานชัดๆก่อนจะมาถึงจุดที่ตัดสินใจสลัดตัวตนเก่าของผมทิ้งไปเพื่อ พระคริสต์ได้ ผมรู้ว่าถ้าผมจะมอบจิตวิญญาณของผมให้พระคริสต์ ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม ผมไม่ พร้อมจะทำสิ่งนี้เพียงเพราะมันเป็นไอเดียที่ดี มันต้องมีเหตุผลมากกว่านั้น ผมกำลังตามหาความจริง อยู่ เพราะถ้าสิ่งที่พระคัมภีร์พูดเป็นความจริง มันจะท้าทายทั้งกรอบความคิดของผม มุมมองที่ผมมี ต่อโลก และการใช้ชีวิตประจำวันของผมอีกด้วย ผมต้องการแน่ใจที่สุดว่าถ้าผมเชื่อมั่นในสิ่งนี้จริงๆ มันจะคุ้มค่าสำหรับผม

 

ผมเริ่มค้นคว้าหาความหมายในชีวิตของผมอย่างจริงจัง ผมไม่เชื่อว่าคุณสามารถพิสูจณ์ศาสนา คริสต์ได้ด้วยตรรกะทางวิทยาศาสตร์ หรือหลักการคณิตศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานมหาศาลที่ถ้า ถูกนำไปยื่นต่อหน้าศาลแล้ว ใครก็ตามที่คิดได้อย่างมีเหตุมีผลจะต้องพิจารณามันอย่างแน่นอน (ผม คิดว่านะ) หรืออย่างน้อยที่สุดใครที่สามารถคิดอย่างมีเหตุมีผลได้ต้องอยากพิจารณาดูหลักฐานตรง หน้าและไตร่ตรองดูว่ามันมีโอกาสแม้สักนิดมั้ยที่จะเป็นจริงได้ พระคัมภีร์เต็มไปด้วยความจริงที่น่า ตกใจ เป็นความจริงที่ถ้าคุณอ้าแขนรับมัน จะกระทบชีวิตของคุณในปัจจุบัน แถมยังอ้างว่าจะ สามารถเปลี่ยนแปลงปลายทางชีวิตนิรันดรของคุณได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นคุณไม่คิดว่ามันจะคุ้ม หรอกเหรอที่จะลองแค่พิจารณาสิ่งนี้ดูใหม่? แม้คุณอาจจะไม่ได้สนใจมันในอดีต ในบทเรียนนี้ผม อยากพาคุณมาดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของผู้หนึ่งที่ชื่อว่าพระคริสต์ ว่าเขาคือใครในอดีต และ เขาคือใครในปัจจุบัน ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณพร้อมเปิดใจรับฟัง ผมอยากขอให้คุณพิจารณาสิ่งต่อไปนี้

 

 

 

อันดับแรก เรารู้ได้ยังไงว่าเขามีตัวตนจริงในอดีต?

 

 

พจนานุกรมฉบับคอมมิวนิสต์ภาษารัซเซียอธิบายถึงพระเยซูว่าเป็นบุคคลในตำนานที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งแน่นอนว่ามันคือสิ่งเดียวกันที่หลายต่อหลายคนทุกวันนี้ใช้นิยามพระเยซู แค่ตัวละครหนึ่งในเรื่อง ที่ถูกแต่งขึ้นมา ทว่าไม่มีนักประวัติศาสตร์คนใดที่เชื่อเช่นนี้ในปัจจุบัน มันมีหลักฐานอย่างล้นหลาม จากหลากหลายแหล่งที่สนับสนุนว่าพระเยซูเป็นคนจริงๆ หลักฐานเหล่านี้ไม่ได้มาจากเพียงแค่พระ คัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ แต่ยังพบได้ในงานเขียนที่ไม่ใช่คริสเตียนอีกด้วยเช่นจากนัก ประวัติศาสตร์ชาวโรมันนามว่า ทาซิทัส (โดยตรง) และ ซุเอโตนิอุส (โดยอ้อม) ทั้งคู่ได้เขียนถึงพระ เยซู นอกจากนี้ยังมีนักประวัติศาสตร์ชาวยิว ฟลาวิอุส โยเซฟุส เกิดเมื่อ .. 37 ที่ได้กล่าวถึงพระ เยซูและสาวกว่า:

 

ในเวลานั้นมีชายผู้หนึ่งนามว่าเยซู หากมันไม่ผิดที่จะนับว่าท่านคือมนุษย์คนหนึ่ง ท่านเป็นผู้ที่ มากด้วยสติปัญญา ท่านทำสิ่งมหัศจรรย์มากมาย อีกทั้งยังเป็นครูผู้สั่งสอนผู้คนถึงความจริง ทั้ง ชาวยิวและพวกที่ไม่ใช่ต่างหลั่งไหลมาหาท่าน ท่านคือพระคริสต์ เมื่อปีลาตตัดสินให้ท่านถูกตรึง บนกางเขนโดยคำยุยงของเหล่าผู้ถือกฏบัญญัติถ่ามกลางพวกเรานั้น เหล่าผู้ที่รักท่านก็มิได้ ละทิ้งท่าน เพราะสามวันให้หลังท่านได้กลับคืนชีวิตและมาปรากฏตัวแก่พวกเขาอีก ดังที่เหล่าผู้ พระยากรณ์ของพระเจ้าได้เผยไว้ล่วงหน้า ซึ่งประกอบด้วยคำพยากรณ์อีกนับหมื่นที่กล่าวถึงท่าน ผู้อัศจรรย์นี้ อันได้ปรากฏขึ้นจริงแล้ว หมู่คริสเตียนที่เรียกตัวเองตามชื่อของท่านนั้นก็ยังไม่สูญ สิ้นไปในปัจจุบัน

 

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่นั้นเชื่อถือได้?

 

อาจมีหลายคนที่มองว่าพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่นั้นไม่น่าถูกต้องเพราะได้ถูกเขียนขึ้นเมื่อนาน มากแล้ว เพราะเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ผู้เขียนจารึกไว้ไม่ได้ถูกเปลี่ยนไปตามกาลเวลาจนไม่เหมือน เดิมอีกต่อไป? คำตอบนั้นอยู่ในวิทยาศาสตร์การวิจารณ์ตัวบท (Textual Criticism) หมายความว่า ยิ่งเรามีเอกสารฉบับที่คัดลอกด้วยมือมากเท่าไหร่ และถ้าเอกสารนั้นถูกบันทึกใกล้วันที่ต้นฉบับถูก บันทึกเท่าไหร่ ข้อกังขาเกี่ยวกับต้นฉบับก็น้อยลงเท่านั้น

 

ให้เราลองเปรียบเทียบพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่กับงานเขียนโบราณอื่นๆที่ได้ถูกส่งต่อกันมา ดู ศาสตราจารย์ เอฟ. เอฟ. บรูซ ผู้ล่วงลับไปแล้ว (ผู้ถือตำแหน่งประธานภาควิชาศาสนศาสตร์ของ มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ - Rylands Professor of Biblical Exegesis, The University of Manchester, England) ได้ชี้ให้เห็นว่า Gallic War ของซีซาร์ มีเอกสารฉบับคัดลอก จำนวน 9 หรือ 10 ฉบับ และฉบับที่เก่าแก่ที่สุดนั้นถูกบันถึกมากกว่า 900 ปีหลังยุคของซีซาร์ ส่วน Roman History ของลิวี่นั้นมีเอกสารคัดลอกไม่มากกว่า 20 ฉบับ โดยฉบับแรกสุดมาจากช่วงปี ..

 

  1. แต่เมื่อมาถึงพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ เรากลับมีเอกสารและข้อมูลนับไม่ถ้วน  พระคัมภีร์

 

ภาคพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นระหว่างปี .. 40-100 ทว่าเรามีเอกสารคัดลอกของพระคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาใหม่ฉบับสมบูรณ์ที่ถูกบันทักตั้งแต่ปี .. 350 เท่านั้น (เป็นระยะเวลาห่างกันเพียง 300 ปี) มีเอกสารแบบปาปิรุสจากศตวรรษที่สามที่เป็นงานเขียนจากพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ เกือบทั้งหมด รวมถึงหนังสือพระกิตติคุณของยอห์นส่วนหนึ่งที่ถูกบันทึกตั้งแต่ปี .. 130 มากไป กว่านี้ยังมีเอกสารคัดลอกในภาษากรีกอีกมากกว่าห้าพันฉบับ ในภาษาลาตินมากกว่าหนึ่งหมื่น

 

 

 

 

ฉบับ และแบบอื่นๆอีกกว่า 9,300 ฉบับ ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมงานเขียนอ้างอิงของปิตาจารย์แห่งคริสต จักรยุคแรกอีกกว่าหกหมื่นสามพันฉบับ

 

เอฟ. เอฟ. บรูซ สรุปหลักฐานที่มีโดยอ้างอิงคำพูดของ เซอร์เฟรดเดอริค เคนยอน นักวิชาการชื่อดัง ด้านนี้ว่า:

 

เนื่องจากช่วงเวลาระหว่างวันที่เอกสารต้นฉบับถูกบันทึกกับวันที่เอกสารคัดลอกฉบับแรกสุดถูก บันทึกนั้นสั้นถึงขั้นที่แทบไร้ความหมาย จึงทำให้รากฐานความสงสัยว่าพระคัมภีร์ที่เรามีถูกถ่าย ถอดมาไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงตามต้นฉบับนั้นถูกลบล้างลง ทั้ง ความน่าเชื่อถือ และ ความเที่ยง ตรง ของหนังสือทุกเล่มในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ได้รับการพิสูจน์แล้วทั้งหมด

 

จากหลักฐานทางเอกสารฉบับแรกสุดที่ถูกค้นพบเรารู้แล้วว่าพระเยซูเป็นคนจริงๆ แต่เขาคือใครกัน แน่?

 

มาร์ติน สกอร์เซซี่ ผู้กำกับหนังชื่อดัง ได้ทำหนังที่ดูหมิ่นศาสนาคริสต์ออกมาเรื่องหนึ่งชื่อว่า The Last Temptation of Christ (การทดลองครั้งสุดท้ายของพระคริสต์) เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงทำหนังเรื่องนี้ ขึ้นมา มาร์ตินตอบว่าเขาต้องการจะแสดงให้เห็นว่าพระเยซูก็เป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา อย่างไร ก็ตามนั้นไม่ใช่เหตุผลหลักที่หลายคนมีปัญหากับหนังเรื่องนี้ น้อยคนนักทุกวันนี้จะสงสัยว่าพระเยซู เป็นมนุษย์จริงๆ พระองค์มีร่างกายมนุษย์ หลายครั้งพระองค์เหนื่อยและหิว พระองค์มีความรู้สึก เหมือนมนุษย์ พระองค์โกรธ พระองค์รัก พระองค์มีความโศกเศร้า พระองค์มีประสบการณ์แบบ มนุษย์ พระองค์เผชิญกับการล่อลวง พระองค์เรียนรู้ พระองค์ทำงาน และพระองค์เชื่อฟังพ่อแม่

 

คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้มองว่าพระเยซูเป็นเพียงแค่มนุษย์ คือเป็นผู้สอนศาสนาที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งเท่านั้น บิลลี่ คอนโนลลี่ นักแสดงตลก พูดแทนคนส่วนใหญ่ว่าผมไม่สามารถเชื่อในศาสนาคริสต์ได้ แต่ ผมคิดว่าพระเยซูเป็นคนที่วิเศษมากคนหนึ่ง

 

คำถามจึงมีอยู่ว่า แล้วมันมีหลักฐานอะไรที่สนับสนุนว่าพระเยซูเป็นมากกว่าแค่บุคคลที่วิเศษมาก หรือเป็นผู้สอนศาสนาที่ยิ่งใหญ่? คำตอบคือมีหลักฐานท้วมท้นเลยที่ยืนยันว่าพระองค์คือบุตรของ พระเจ้า และบุคคลที่สองในตรีเอกานุภาพ

 

พระเยซูกล่าวถึงตัวเองว่าอย่างไรบ้าง?

 

หลายคนบอกว่าพระเยซูไม่เคยอ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้า ซึ่งก็ไม่ผิด มันจริงอยู่ที่พระเยซูไม่ได้ไป เที่ยวป่าวประกาศว่าเราคือพระเจ้า แต่เมื่อเราพิจารณาสิ่งที่พระองค์สอนและกล่าวไว้ มันชัดเจน มากเลยว่าพระองค์เองตระหนักอยู่เสมอว่าตัวตนของพระองค์นั้นคือพระเจ้า

 

  1. หัวใจหลักของคำสอนของพระเยซูคือตัวพระเยซูเอง

 

หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับพระเยซูคือคำสอนของพระองค์ซึ่งเน้นที่ตัวพระเยซูเอง พระองค์พูด ประมาณว่าถ้าคุณอยากมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า คุณต้องมาหาผมนี่” (ยอห์น 14:6) เราจะเจอ พระเจ้าได้ก็ต่อเมื่อเรามีความสัมพันธ์กับพระเยซู ช่วงที่ผมหนุ่มๆผมรู้สึกอยู่เสมอว่ามีบางอย่างขาด ไปจากชีวิตผม มันเป็นความว่างเปล่าที่เรียกร้องให้ถูกเติมเต็ม ไม่แน่คุณเองอาจรู้สึกถึงความว่าง

 

 

เปล่าภายในนี้เช่นกัน ทำให้คุณพยายามหาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาเติมเต็ม ความว่างเปล่าภายในนี้ได้รับการ ยอมรับอย่างกว้างขวางโดยนักจิตวิทยาชั้นนำในศตวรรษที่ยี่สิบ พวกเขาต่างเห็นพ้องกันว่าภายใน จิตใจของเรานั้นมีความว่างเปล่าบางอย่าง มันมีอะไรหายไป เป็นความต้องการส่วนลึกในหัวใจ มนุษย์

 

ซิกมันด์ ฟร๊อยท์กล่าวว่าคนเราโหยหาความรัก

 

คาร์ล จุงกล่าวว่าคนเราโหยหาความมั่นคง

 

อัลเฟรด แอดเอลร์กล่าวว่าคนเราโหยหาความสำคัญ

 

พระเยซูกล่าวว่าเราเป็นอาหารแห่งชีวิต หากคุณต้องการตอบสนองความหิวโหยของคุณ มาหา เรา หากคุณกำลังเดินอยู่ในความมืด พระองค์กล่าวว่าเราเป็นความสว่างของโลก

 

สมัยวัยรุ่นผมกลัวความตายมาก ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะอันตรายที่มากับสายงานของผม ในเวลานั้น ผมทำงานเป็นชาวประมงพาณิชย์อยู่แถบชายฝั่งตะวันออกของอังกฤษ ผมผ่านประสบการณ์น่าตื่น เต้นมากมายช่วงนั้น จนทำให้ผมเริ่มคิดถึงชีวิตหลังความตาย ครั้งหนึ่งผมตกได้ทุ่นระเบิดหลายอัน ที่ยังใช้การได้อยู่ และต้องจัดการกับมันขณะที่พวกมันกลิ้งไปมาบนดาดฟ้าเรือ คำถามหนึ่งดังอยู่ใน หัวผมเสมอ ผมจะไปไหนเมื่อผมตาย? เป็นคำถามที่ใครๆคงต้องเคยถามตัวเอง หากคุณกลัวความ ตาย พระเยซูกล่าวว่าเราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่เชื่อในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตาย แล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และทุกคนที่มีชีวิตและเชื่อในเราจะไม่ตายเลย” (ยอห์น 11:25-26) นี่คือสิ่งที่ผม หมายถึงว่าพระเยซูคือหัวใจหลักของคำสอนของพระองค์เอง พระเยซูชี้ไปที่ตัวเองว่าพระองค์คือคำ ตอบของความว่างเปล่านั้นในชีวิตของคน พระองค์ไม่ได้แค่บอกว่าเราควรประพฤติตัวอย่างไร หรือ แค่ให้หลักปรัชญาชีวิต พระองค์บอกทุกคนว่ามาหาเรา

 

คนเราเสพติดสิ่งสารพัดมากมาย บางคนติดยา ติดอาหาร ติดการช้อปปิ้ง ติดเหล้า ติดเซ็กส์ และอีก หลายล้านสิ่ง พระเยซูกล่าวว่าเพราะฉะนั้นถ้าพระบุตรทรงทำให้พวกท่านเป็นไท ท่านก็เป็นไท จริงๆ” (ยอห์น 8:36) หลายคนนักแบกความกังวล ความกลัว ความทุกข์ และความรู้สึกผิดไว้ตลอด พระเยซูกล่าวว่าบรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย ได้หยุดพัก” (มัทธิว 11:28) พระองค์บอกว่าเราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต

 

พระองค์บอกว่าการยอมรับพระองค์คือการยอมรับพระเจ้า (มัทธิว 10:40) การต้อนรับพระองค์คือ การต้อนรับพระเจ้า (มาระโก 9:37) และเมื่อคุณได้เห็นพระองค์ก็เสมือนว่าคุณได้เห็นพระเจ้าแล้ว (ยอห์น 14:9)

 

  1. การกล่าวอ้างทางอ้อม

 

พระเยซูได้พูดหลายอย่างที่ถึงแม้จะไม่ได้บอกตรงๆว่าพระองค์คือพระเจ้า แต่ก็แสดงให้เห็นว่า พระองค์มองตัวเองเสมอภาคกับพระเจ้า ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ให้เราลองเปิดพระคัมภีร์ไปดูที่ มาระโก

 

2:3-12

 

พระองค์อ้างว่าพระองค์มีสิทธิอำนาจที่จะให้อภัยความบาปได้:

 

 

3มีคนสี่คนหามคนง่อยคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์ 4แต่เมื่อพวกเขาไม่สามารถเข้าไปถึงตัวของ พระองค์เพราะมีคนมาก พวกเขาจึงเจาะดาดฟ้าตรงที่พระองค์ประทับนั้น และเมื่อทำเป็นช่องแล้ว พวกเขาก็หย่อนแคร่ที่คนง่อยนอนอยู่ลงไป 5เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นความเชื่อของพวก เขา พระองค์จึงตรัสกับคนง่อยว่าลูกเอ๋ย บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว” 6แต่มีพวกธรรมา จารย์บางคนนั่งอยู่ที่นั่นและคิดในใจว่า 7“ทำไมคนนี้พูดอย่างนี้ หมิ่นประมาทพระเจ้านี่ ใครจะ อภัยบาปได้นอกจากพระเจ้าองค์เดียว” 8พระเยซูทรงทราบในพระทัยทันทีว่าพวกเขาสนทนากัน ในหมู่พวกเขาอย่างนั้น จึงตรัสว่าทำไมพวกท่านถึงคิดในใจอย่างนี้ 9การที่พูดกับคนง่อยว่าบาปต่างๆ ของท่านได้รับการอภัยแล้ว กับการพูดว่าจงลุกขึ้นยกแคร่เดินไปเถิด แบบไหนจะ ง่ายกว่ากัน 10ทั้งนี้เพื่อให้พวกท่านรู้ว่าบุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะอภัยบาปได้ พระองค์จึงตรัสสั่งคนง่อยว่า 11“เราสั่งท่านว่า จงลุกขึ้นยกแคร่แล้วกลับบ้านของท่าน” 12คน ง่อยก็ลุกขึ้น แล้วยกแคร่ของตนทันที เดินออกไปต่อหน้าคนทั้งหลาย ทุกคนก็ประหลาดใจและ สรรเสริญพระเจ้ากล่าวว่าเราไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้เลย” (มาระโก 2:3-12)

 

การอ้างว่าสามารถให้อภัยความบาปได้นั้นเป็นอะไรที่น่าประหลาดใจทีเดียว ซี. เอส. ลิวอิส อธิบายเรื่องนี้ได้ดีในหนังสือของเขา Mere Christianity

 

คำอ้างนี้มักเล็ดลอดความสนใจของพวกเราไปเพราะเราเคยได้ยินกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จน ไม่ได้ใส่ใจที่จะเห็นว่าแท้จริงแล้วมันมีความหมายว่าอย่างไร การอ้างว่าคุณสามารถยกโทษ ความผิดบาปได้ ทุกๆความผิดบาปเลยนั้น หากคุณไม่ใช่พระเจ้าเองผู้พูดสิ่งนี้แล้ว มันนับเป็น อะไรที่ไร้สาระถึงขั้นน่าขันที่สุด เราทุกคนต่างเข้าใจดีว่าเราสามารถให้อภัยคนที่ทำผิดต่อเราได้ คุณเหยียบเท้าผม ผมให้อภัยคุณ คุณขโมยเงินผม ผมให้อภัยคุณ แต่เราควรคิดยังไงกับคนที่ ไม่ได้ถูกทำร้ายใดๆ ไม่ได้ถูกปล้นอะไรทั้งนั้น แต่กลับบอกว่าเขาให้อภัยคุณที่ไปเหยียบเท้าคน นั้นคนนี้ และขโมยเงินของคนอื่น? โง่หรือซื้อบื้อขั้นสุดยอดนี่ถือว่าสุภาพสุดแล้วจริงๆ หากต้อง ใช้สักคำบรรยายการกระทำนี้ กระนั้นแล้วนี่คือส่ิงที่พระเยซูทำ พระองค์บอกคนเหล่านั้นว่าความ บาปของพวกเขาได้ถูกอภัยแล้ว โดยที่ไม่ได้ถามผู้ที่ถูกกระทำด้วยซ้ำว่าพวกเขาคิดอย่างไร พระองค์ทำตัวเสมือนว่าพระองค์คือผู้ที่ถูกกระทำผิดต่อ ทางเดียวที่สิ่งนี้จะฟังขึ้นคือต่อเมื่อ พระองค์เองคือพระเจ้าผู้สร้างกฏบัญญัติเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งมนุษย์เลือกที่จะแหกและทำร้ายหัวใจ ของพระองค์ด้วยทุกๆความบาปที่เรากระทำ หากใครก็ตามที่ไม่ใช่พระเจ้ากล่าวสิ่งนี้ สำหรับผม แล้วมันแสดงถึงความงี่เง่าเหลวไหลและความหยิ่งระดับที่ไม่มีใครในประวัติศาสตร์โลกอาจ เทียบได้เลย

 

พระองค์อ้างว่าเป็นผู้พิพากษาโลก

 

อีกหนึ่งคำกล่าวอ้างทางอ้อมอันน่าเหลือเชื่อคือเมื่อพระองค์กล่าวว่าวันหนึ่งจะทำการพิพากษาโลกนี้ (มัทธิว 25:31-32) พระองค์บอกว่าพระองค์จะกลับมาและประทับบนพระที่นั่งอันรุ่งโรจน์ของ พระองค์” (ข้อ 31) ทุกชนชาติจะมารวมตัวกันต่อหน้าพระองค์ และจะถูกพิพากษาโดยพระองค์ บาง ส่วนจะได้รับมรดกที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้กับพวกเขาตั้งแต่แรกสร้างโลกและชีวิตนิรันดร แต่ส่วนที่ เหลือจะต้องรับโทษโดยการถูกแยกจากพระองค์ตลอดไป

 

 

 

  1. การกล่าวอ้างโดยตรง

 

คำกล่าวอ้างโดยตรงของพระองค์ว่าเป็นพระเมสสิยาห์หรือพระคริสต์ (ยอห์น 20:26-29)

 

26เมื่อผ่านไปแปดวันแล้ว พวกสาวกของพระองค์อยู่ด้วยกันในบ้านนั้นอีกและโธมัสอยู่กับพวก เขาด้วย ประตูก็ปิดแล้ว แต่พระเยซูเสด็จเข้ามาและทรงยืนอยู่ท่ามกลางเขาตรัสว่าสันติสุขจง ดำรงอยู่กับท่านทั้งหลาย” 27แล้วพระองค์ตรัสกับโธมัสว่าเอานิ้วของท่านแยงที่นี่ และดูที่มือ ของเรา ยื่นมือของท่านออกมาคลำที่สีข้างของเรา อย่าสงสัยเลย แต่จงเชื่อ” 28โธมัสทูลพระองค์ ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์” 29พระเยซูตรัสกับเขาว่าเพราะ ท่านเห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ? คนที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข

 

พระเยซูไม่ได้พูดว่าช้าก่อน นายไปไกลไปละ แต่พระองค์บอกโธมัสว่าเขาเข้าใจช้าไปนิดอย่า สงสัยเลย แต่จงเชื่อ

 

คำกล่าวอ้างโดยตรงของพระองค์ว่าเป็นบุตรของพระเจ้า

 

61แต่พระองค์ทรงนิ่งอยู่ไม่ได้ตอบประการใด มหาปุโรหิตจึงถามพระองค์อีกว่าเจ้าเป็นพระ คริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้สมควรแก่การนมัสการหรือ?” 62พระเยซูทรงตอบว่าเราเป็น และ ท่านทั้งหลายจะเห็นบุตรมนุษย์ประทับข้างขวาของผู้ทรงฤทธิ์เดช และเสด็จมาในเมฆแห่งฟ้า สวรรค์ 63มหาปุโรหิตจึงฉีกเสื้อของตนแล้วกล่าวว่าเราต้องการพยานอะไรอีก? 64ท่านทั้ง หลายได้ยินเขาพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าแล้ว ท่านทั้งหลายคิดอย่างไร?” คนทั้งหลายจึงเห็น พร้อมกันว่าควรจะลงโทษถึงตาย

 

ถ้าผมสามารถเลือกได้เพียงข้อพระคัมภีร์เดียวเพื่อจะแสดงให้เห็นว่าพระเยซูกล่าวอ้างโดยตรงเลย ว่าพระองค์นั้นเป็นพระเจ้า ผมคงหนีไม่พ้น ยอห์น 10:30-33

 

30เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” 31พวกยิวจึงหยิบก้อนหินขึ้นมาอีกจะขว้างพระองค์ ให้ตาย 32พระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่าเราแสดงให้ท่านเห็นการดีหลายอย่างของพระบิดา พวกท่านหยิบก้อนหินจะขว้างเราให้ตายเพราะการดีข้อไหน?” 33พวกยิวทูลตอบพระองค์ว่าเราจะขว้างท่านไม่ใช่เพราะการดีใดๆ แต่เพราะการพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า เพราะท่านเป็น เพียงมนุษย์แต่ตั้งตัวเป็นพระเจ้า” (ยอห์น 10:30-33)

 

คำกล่าวอ้างเช่นนี้จำเป็นต้องถูกพิสูจน์ คนเราสามารถอ้างอะไรต่อมิอะไรได้ทั้งนั้น เพียงแค่คุณอ้าง ว่าคุณเป็นใครสักคนไม่ได้แปลว่าคำกล่าวอ้างนั้นเป็นความจริง หลายคนเพ้อเจ้อคิดว่าตัวเองเป็นน โปเลียนบ้าง พระสันตะปาปาบ้าง ไม่ก็เป็นมารหรือศัตรูของพระคริสต์ (the Antichrist)

 

ฉะนั้นเราจะทดสอบคำกล่าวอ้างของใครสักคนได้อย่างไร?             พระเยซูอ้างว่าพระองค์เป็นบุตรองค์

 

เดียวของพระเจ้า คือพระเจ้าในร่างมนุษย์             มันมีความเป็นไปได้อยู่สามอย่าง            หากสิ่งที่พระองค์

 

กล่าวนั้นเป็นความเท็จและพระองค์รู้ดีว่าเป็นเช่นนั้น  พระองค์ก็ถือเป็นจอมลวงโลกที่ชั่วมาก              นี่คือ

 

ความเป็นไปได้แรก      หรือถ้าพระองค์ไม่ทราบว่ามันคือความเท็จและยังคงอ้างตนเป็นพระเจ้าอีก

 

 

พระองค์ก็นับเป็นคนเพ้อเจ้อหรือคนบ้าที่สุด นั้นคือความเป็นไปได้อย่างที่สอง ส่วนความเป็นไปได้ สุดท้ายคือคำกล่าวอ้างนี้ต้องเป็นความจริงทั้งหมด

 

ซี. เอส. ลูอิส กล่าวไว้ดังนี้ว่า:

 

หากมนุษย์หน้าไหนกล่าวสิ่งสารพัดที่พระเยซูได้กล่าว ไม่มีทางที่คนผู้นั้นจะเป็นอาจารย์สอนหลัก ศีลธรรมผู้ยิ่งใหญ่ได้แน่ๆ เขาต้องเป็นคนบ้าอย่างยิ่ง เทียบได้กับคนที่คิดว่าตัวเองเป็นไข่ หรือ ไม่เขาก็ต้องเป็นซาตานจากขุมนรก เพราะสุดท้ายแล้วคุณต้องเลือก ชายผู้นี้ไม่เป็นบุตรของ พระเจ้าดังที่พระองค์กล่าว ก็เป็นคนบ้า หรือไม่ก็บางอย่างที่เลวร้ายกว่านั้นมาก แต่อย่าพยายาม คิดหาเหตุผลเหลวไหลมาอธิบายว่าพระองค์เป็นเพียงแค่ครูสอนศาสนาที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ พระองค์ไม่ได้เปิดช่องให้กับความเป็นไปได้นั้นเลย

 

มีหลักฐานอะไรสนับสนุนสิ่งที่พระองค์พูด?

 

  1. คำสอนของพระองค์ คำสอนของพระเยซูเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นคำสอนที่มีความ

 

สำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีมาจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” “จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่พวกท่าน ต้องการให้พวกเขาปฏิบัติต่อท่าน” “จงรักศัตรูของท่าน” “ถ้าใครตบแก้มขวาของท่านก็จงหันแก้ม อีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย” (มัทธิว 5-7)

 

เบอร์นาร์ด แรม (Bernard Ramm) ศาสตรจารย์ด้านศาสนศาสตร์ กล่าวถึงคำสอนของพระเยซูว่า:

 

มันเป็นคำสอนที่ถูกอ่าน ถูกอ้างอิงถึง ถูกแปล แถมยังเป็นที่รักและเป็นที่เชื่อถือมากกว่าคำสอน

 

ไหนๆ เพราะมันคือคำพูดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ใครคนหนึ่งเคยเอ่ยไว้ คำสอนของพระองค์ที่ทั้ง บริสุทธิ์และแจ่มแจ้งนั้นตอบเหล่าคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งดังอยู่ในหัวใจของมนุษย์ได้อย่า กระจ่าง ชัดเจน และสมบูรณ์ที่สุด สิ่งนี้เองคือความยิ่งใหญ่ของคำสอนของพระองค์ ไม่มีคำพูด ของมนุษย์คนใดที่ดึงดูดเหมือนคำพูดของพระเยซู เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถตอบคำถาม สำคัญๆเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ได้เหมือนที่พระเยซูตอบ มันคือคำพูดและคำตอบชนิดที่ พระเจ้าเท่านั้นจะตอบ

 

คำสอนเหล่านี้จะมาจากนักต้มตุ๋นหรือคนบ้าได้จริงเหรอ?

 

  1. สิ่งที่พระองค์ทำ หลายคนบอกว่าการเป็นคริสเตียนมันน่าเบื่อ แต่ความจริงคือการอยู่กับพระเยซู นั้นห่างไกลความน่าเบื่อที่สุดแล้ว ครั้งหนึ่งเมื่อพระองค์ไปร่วมงานเลี้ยง พระองค์เปลี่ยนน้ำเปล่าให้ เป็นไวน์ชั้นดี น่าจะระดับ “Châteaux Lafite- 45 BC” เลยทีเดียว (ไวน์ Châteaux Lafite-Rothschild 1869 จำนวน 3 ขวดเพิ่งถูกประมูลไปที่งานประมูลซึ่งถูกจัดขึ้น ประเทศฮ่องกงโดยบริษัท

 

Sotheby’s ด้วยราคาขวดละ $232,692)

 

อีกครั้งหนึ่งพระองค์ไปยังอุโมงค์ฝังศพของเพื่อนพระองค์และพูดว่าจงเอาหินออกเสีย” “จงแกะผ้า ที่พันออกแล้วปล่อยเขาเถิด” (ยอห์น 11:44)

 

แล้วก็มีตอนที่พระองค์ไปปิคนิคกับคนเป็นพันโดยมีขนมปังแค่ห้าก้อนกับปลาสองตัว แต่ทุกคนกลับ ได้กินกันจนอิ่ม (ยอห์น 6:1-14)

 

 

ยังมีอีกตอนที่เหมือนว่าเราได้ไปเที่ยวโรงพยาบาลกับหมอนามว่าเยซู คือเมื่อพระองค์เห็นชายผู้หนึ่ง ซึ่งป่วยมาได้ 36 ปี พระองค์ก็บอกเขาง่ายๆเลยว่าให้ลุกขึ้นยืน และทันใดนั้นเองเขาก็หายเป็นปกติดี (ยอห์น 5:5)

 

หรือตอนที่พระองค์ถูกตรึงกางเขนละ? ที่ทรงยอมสละชีวิตของพระองค์เพื่อเพื่อนๆของพระองค์ (ยอห์น 15:13)

 

  1. คุณลักษณะของพระองค์

 

เบอร์นาร์ด เลวิน เขียนเกี่ยวกับพระเยซูว่า:

 

เพียงแค่คุณลักษณะของพระองค์ ดังที่ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่นั้น ไม่เพียง พอหรอกหรือที่จะสัมผัสจิตใจของใครก็ตามที่มีจิตใจ? พระองค์ปกคลุมอยู่เหนือโลกนี้ คำสอน ของพระองค์ชัดเจน ความเมตตาของพระองค์ไม่มีที่สิ้นสุด พระองค์ปลอบโยนผู้ที่บอบช้ำเสมอ คำพูดของพระองค์เต็มด้วยพระสิริ สติปัญญา และความรัก

 

ลอร์ด เฮลแชม (The Lord Chancellor, Lord Hailsham) อธิบายถึงคุณลักษณะของพระเยซูผ่าน อัตชีวประวัติของท่านชื่อว่า The Door Wherein I Went (ประตูที่ฉันได้เดินผ่านเข้าไป) ท่านเล่าถึงช่วง เวลาสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเมื่อท่านเริ่มตระหนักว่าพระเยซูเป็นจริงเพียงใด:

 

สิ่งแรกที่เราควรรู้เกี่ยวกับพระองค์คือถ้าสมัยนั้นเราได้เพียงแค่อยู่ใกล้พระองค์ เราคงเหมือนคน ถูกต้องมนตร์สะกด พระเยซูเป็นผู้ชายผู้มีเสนห์ที่ต้านทานได้ยาก ชายที่พวกเขาตรึงบนไม้ กางเขนนั้นคือชายนุ่ม เปี่ยมล้นด้วยชีวิตชีวาและความชื่นชมยินดี พระองค์คือเจ้าแห่งชีวิต และ เจ้าแห่งเสียงหัวเราะ พระองค์มีแรงดึงดูดพิเศษที่ทำให้ฝูงชนติดตามพระองค์เพียงเพราะมัน สนุกเมื่ออยู่ใกล้พระองค์ เราจำเป็นต้องหันกลับมามองภาพนี้ในศตวรรษที่ 20 คือภาพของชาย ผู้นี้ที่เต็มด้วยสง่าราศี และเบิกบานอยู่เสมอ ทำให้ใครก็ตามที่อยู่ใกล้มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก พระองค์มิใช่ชาวกาลิลีผู้ไร้ซึ่งสีสัน ทว่าพระองค์คือผู้นั้นซึ่งถูกห้อมล้อมโดยเสียงหัวเราะและรอย ยิ้มของเด็กมากมาย ผู้ซึ่งมีเด็กเล็กเด็กน้อยในอ้อมกอดเสมอ

 

  1. หลักฐานชิ้นที่สี่คือพระองค์ได้ทำให้คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเดิมนั้นสมบูรณ์

 

วิลเบอร์ สมิธ นักเขียนด้านศาสนศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้กล่าวว่า:

 

ในสมัยโบราณมนุษย์เราใช้อุปกรณ์หลากหลายชนิดเพื่อพยายามทำนายเหตุการณ์ในอนาคต แต่จากวรรณกรรมกรีกและลาตินโบราณทั้งมวล ถึงแม้จะมีการใช้คำว่าผู้พยากรณ์ หรือคำ ทำนาย กลับไม่มีพยากรณ์ที่เจาะจงและแท้จริงใดๆซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันยิ่ง ใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า หรือแม้กระทั่งพยากรณ์ถึงพระผู้ช่วยให้รอดที่จะมาโปรด มนุษยชาติ ศาสนาอิสลามเองก็ไม่สามารถชี้ถึงพยากรณ์ใดๆซึ่งทำนายการมาเกิดของมุฮัมมัด เป็นร้อยๆปีก่อนที่ท่านจะมาเกิดได้ เช่นเดียวกันนี้ผู้นำลัทธิทั้งหลายในประเทศนี้ก็ไม่สามารถ ระบุถึงเอกสารโบราณใดซึ่งทำนายถึงการปรากฏตัวของพวกเขาเองได้

 

 

แต่ในกรณีของพระเยซูนั้น พระองค์ได้สำเร็จมากกว่าสามร้อยคำพยากรณ์ที่กล่าวถึงพระองค์ ซึ่ง ประกอบด้วย 29 คำพยากรณ์ที่พระองค์ทำให้สมบูรณ์ภายในวันเดียววันที่พระองค์สิ้นพระชนม์ พระองค์เองไม่สามารถควบคุมหลายๆปัจจัยที่ช่วยบรรลุคำพยากรณ์เหล่านี้ได้ บางคนอาจมองว่า พระองค์ตั้งใจทำให้หลายคำพยากรณ์นี้สำเร็จด้วยตัวเอง แต่คุณจะไปกำหนดได้อย่างไรว่าตัวเอง จะเกิดในเมืองเบธเลเฮม? สิ่งนี้ได้ถูกบันทึกไว้ล่วงหน้าเป็นร้อยๆปีก่อนที่พระองค์จะเกิด ว่าพระองค์ จะเกิดที่ไหน ในเมืองอะไร และนี่ยังไม่นับคำพยากรณ์ว่าพระองค์จะถูกฝังที่ไหน หรือแม้กระทั้งที่ว่า ทหารโรมันจะจับฉลากกันเพื่อชิงเสื้อผ้าพระองค์ขณะที่พระองค์ถูกตรึงอยู่บนกางเขน

 

  1. หลักฐานชิ้นที่ห้าคือการคืนพระชนม์ของพระองค์

 

  1. การหายไปของพระองค์จากหลุมฝังศพ หลายคนอ้างว่าพระองค์ไม่ได้ตายจริงๆ แค่สลบไปขณะ อยู่บนกางเขน แล้วค่อยตื่นขึ้นอีกทีในหลุมฝังศพ ผมอยากให้เราลองคิดเรื่องนี้กันดีๆสักนิด อันดับ แรกเลยนั้น พระคัมภีร์เขียนไว้ว่ามีโลหิตกับน้ำไหลออกมาจากร่างของพระองค์ (ยอห์น 19:34) ซึ่ง ทุกวันนี้เราทราบกันแล้วว่าเกิดจากการแยกตัวกันของก้อนเลือดและซีรั่ม นับเป็นหลักฐานทางการ แพทย์ที่ใช้กันในชั้นศาลเพื่อระบุถึงการเสียชีวิต

 

คุณคิดว่ามันเป็นไปได้แค่ไหนที่พระเยซูตบตาทหารโรมันตอนอยู่บนไม้กางเขนและแสร้งว่าพระองค์ ตายแล้ว? ความจริงคือถ้าทหารโรมันปล่อยให้คนที่ถูกตัดสินให้ถูกตรึงจนตายบนกางเขนหลุดรอด ไปได้ พวกเขาเองจะต้องถูกประหารแทน เพื่อความแน่ใจพระเยซูคริสต์จึงถูกแทงที่สีข้างด้วยหอก ก่อนหน้านี้ก็ถูกเฆี่ยนจนหลังลอก พระองค์ไม่เหลือแรงที่จะแบกไม้กางเขนด้วยซ้ำ ภายหลังพระองค์ ก็ถูกตรึง คาอยู่บนไม้กางเขน เลือดไหลเป็นแม่น้ำจากมงกุฏหนามและหอกที่แทงเข้าที่สีข้าง เรารู้อีก ว่าไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ปีเตอร์สาวกของพระเยซูกำลังนั่งผิงไฟอยู่ แปลว่าวันนั้นต้องหนาวพอควร ฉะนั้นแล้วมันเป็นไปได้แค่ไหนที่พระองค์จะสลัดความหนาวในอุโมงค์ทิ้ง เคลื่อนก้อนหินยักษ์หนัก หนึ่งตันครึ่ง สู้กับทหารโรมันที่เฝ้าอยู่หน้าอุโมงค์หรือไม่ก็ติดสินบนสักนิดหน่อย แล้วก็วิ่งหนีหายไป กับสายลม?

 

สำหรับปีเตอร์กับยอห์น เมื่อพวกเขาวิ่งไปถึงที่อุโมงค์ พวกเขาได้เห็นอะไรที่ทำให้เขาเชื่อ?

 

3เปโตรจึงออกไปที่อุโมงค์กับสาวกคนนั้น 4เขาวิ่งไปทั้งสองคน แต่สาวกคนนั้นวิ่งเร็วกว่าเปโตร จึงมาถึงอุโมงค์ก่อน 5เขาก้มลงมองดูเห็นผ้าป่านวางอยู่ แต่เขาไม่ได้เข้าไปข้างใน 6ซีโมนเปโต รตามมาถึงภายหลัง แล้วเข้าไปในอุโมงค์เห็นผ้าป่านวางอยู่ 7ส่วนผ้าพันพระเศียรของพระองค์ ไม่ได้วางอยู่กับผ้าอื่น แต่พับไว้ต่างหาก 8แล้วสาวกคนนั้นที่มาถึงก่อนก็ตามเข้าไปด้วย เขาเห็น และเชื่อ 9แต่ขณะนั้นเขายังไม่เข้าใจข้อพระคัมภีร์ที่เขียนไว้ว่าพระองค์จะต้องเป็นขึ้นจากตาย 10แล้วสาวกทั้งสองก็กลับไปยังบ้านของตน

 

บางคนเชื่อว่าเหล่าสาวกขโมยร่างของพระเยซูไป เรามาลองคิดตามดู ในวันนั้นสาวกต่างเศร้าและ ผิดหวังกับการจากไปของนายพวกเขา คุณคิดว่าพวกเขาจะพยายามขโมยศพของพระเยซูที่มีทหาร โรมันเฝ้าอยู่อย่างแน่นหนาสามวันหลังจากเหตุการณ์บนกางเขนเหรอ? พวกเขาจะทำอย่างนั้นเพื่อ อะไรกัน? ถ้าเช่นนั้นแล้วปีเตอร์จะสามารถไปยืนป่าวประกาศถึงการฟื้นคืนชีวิตของพระเยซูในวันเพ

 

 

นเทคอสต์ (กิจการ 2:14) ต่อหน้าคนกว่า 3,000 คนได้หรือ? ทั้งที่แท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องโกหกเพราะ พวกเขาเป็นคนขโมยศพพระองค์มา คนมากมายสละชีวิตเพื่อสิ่งที่พวกเขาเชื่อในวันนั้น

 

หรือพวกทหารเป็นคนเอาร่างของพระองค์ไป? สิ่งนี้มีความเป็นไปได้ยาก เพราะเมื่อเหล่าสาวกเริ่ม ป่าวประกาศถึงการคืนพระชนม์ของพระเยซู พวกทหารคงเอาร่างไร้วิญญาณของพระเยซูออกมา พิสูจน์แล้วว่ามันไม่จริง

 

  1. หลักฐานชิ้นที่สองของการคืนพระชนม์ของพระองค์คือการที่พระองค์ไปปรากฏตัวต่อหน้าเหล่า สาวก หรือพวกเขาทุกคนแค่เห็นภาพหลอน? โธมัสมั่นใจมากว่าเป็นพระเยซูจริงๆที่มาปรากฏตัวกับ พวกเขา หลังจากที่ฟื้นคืนพระชนม์แล้ว พระเยซูปรากฏตัวมากกว่าสิบครั้งด้วยกันต่อหน้าเหล่าสาวก ทั้งหลาย โดยที่หนึ่งในครั้งนั้นคือต่อหน้าฝูงชนกว่า 500 คน (ลูกา 24:36-43) ยังมีอีกสองครั้งที่ระบุ ว่าพระองค์นั่งกินข้าวกับพวกเขา ถ้าพระเยซูในเวลานั้นเป็นเพียงแค่วิญญาณ พระองค์จะมานั่งกิน ข้าวกับสาวกได้อย่างไร? (ยอห์น 21:12-15, ลูกา 24:41-44)

 

  1. ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันที ตลอดสองพันปีที่ผ่านมาหลังจากที่พระเยซูได้ฟื้นคืนพระชนม์แล้ว มีคน นับล้านที่ชีวิตเปลี่ยนไปเพราะพระองค์

 

ไมเคิล กรีน นักเขียนงานวิจัยอันโด่งดังมากมายได้กล่าวว่า:

 

คริสตจักรซึ่งเริ่มต้นด้วยชาวประมงที่ไร้การศึกษาและคนเก็บภาษีหยิบมือหน่ึงนั้น ได้เติบโตและ มีอิทธิพลต่อโลกอย่างมหาศาลในเวลาเพียงสามร้อยปี มันเป็นเรื่องราวน่ามหัศจรรย์ของการ ปฏิวัติอย่างสันติอันไม่มีที่เปรียบเทียบได้เลยในประวัติศาสตร์โลกสิ่งนี้เป็นไปได้เพราะ คริสเตียนสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าพระเยซูไม่ได้เพียงแต่ตายเพื่อคุณเท่านั้น แต่ พระองค์ยังมีชีวิตอยู่! คุณสามารถพบพระองค์ และสัมพัสความจริงนี้ด้วยตัวคุณเอง!” และผู้ที่ ได้ยินก็ได้พบและสัมพัส และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักร และคริสตจักรนี้ซึ่งตั้งอยู่บน รากฐานของอุโมงค์ที่ว่างเปล่าก็ได้แผ่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก

 

  1. ประสบการณ์การเป็นคริสเตียน

 

ซี. เอส. ลูอิส สรุปไว้ดังนี้ว่า:

 

มิฉะนั้นเราจะต้องเผชิญกับคำอธิบายอื่นที่น่าขนลุกทีเดียว มันเป็นไปได้ว่าชายที่เราพูดถึงนั้น เป็นดั่งที่เขาอ้างจริงๆทั้งในอดีตกาลและในปัจจุบัน หรือไม่เขาผู้นี้ก็ต้องคนบ้า ไม่ก็บางอย่างที่ เลวร้ายกว่านั้นมาก แต่สำหรับผมแล้วมันเห็นได้ชัดว่าเขาคนนี้ไม่ใช่คนบ้าหรือคนชั่วช้าอำมหิต แต่อย่างใด ดังนั้นแม้มันอาจฟังดูแปลกหรือน่ากลัวหรือไม่น่าเป็นไปได้เพียงใด ผมเองต้อง ยอมรับว่าพระองค์คือพระเจ้า และพระเจ้าองค์นี้ได้ลงมายังโลกในคราบของมนุษย์ที่รายล้อม ด้วยศัตรูแล้ว

 

ทีนี้คุณมั่นใจแล้วหรือยัง? หากคุณมั่นใจแล้วก็อย่ารีรอที่จะตอบสนองต่อเรื่องนี้ พระเจ้าที่พวกเราพูด ถึงรู้จักทุกๆอย่างเกี่ยวกับคุณ และรักคุณด้วยความรักนิรันดร์ (เยเรมีย์ 31:3) พระองค์ข้ามน้ำข้าม ทะเล หรืออันที่จริงแล้วคือลงจากสวรรค์อันสูงส่งมาหาเราในร่างของพระบุตร นั้นก็คือพระเยซู เพื่อ

 

 

มาชดใช้หนี้แห่งความบาปแทนคุณและผม ซึ่งเราควรต้องจ่ายเพราะความบาปที่เราได้ทำ พระ คัมภีร์เขียนไว้ว่าผู้ใดที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด (โรม 10:13) ถ้าคุณหันมาหา พระองค์ด้วยความจริงใจ คือพระเจ้าผู้สร้างคุณขึ้นมา แล้วหันหลังให้ความบาปและเชิญพระเยซู คริสต์เข้ามาในชีวิตของคุณ เพื่อให้อภัยบาปของคุณ พระคัมภีร์บอกว่าคุณจะได้รับความรอด ไม่มี เวลาไหนดีกว่าเวลานี้อีกแล้ว

 

ต่อไปนี้คือคำอธิษฐานที่คุณอาจอยากกล่าวตาม:

 

ข้าแต่พระบิดา ลูกเข้ามาต่อหน้าพระองค์ด้วยใจถ่อม ลูกรู้แล้วว่ามันคือความรักอันยิ่งใหญ่ที่นำให้ พระเยซูคริสต์ลงมายังโลก เพื่อรับโทษหนี้ความบาปแทนลูก ถึงแม้ว่าพระองค์ไม่ได้สมควรตายบน ไม้กางเขน ลูกยอมรับว่าพระองค์ทำไปเพื่อลูก พระองค์รับโทษแทนลูก ถูกตรึงและตายแทนลูก ลูก หันหลังให้ชีวิตแห่งความบาป และลูกหันหาพระองค์ ขอโปรดให้อภัยความบาปผิดที่ลูกได้ทำและ เชิญพระองค์เข้ามาในชีวิตของลูก นับจากนี้ไปลูกขอใช้ชีวิตเพื่อพระองค์ ลูกขอบคุณสำหรับของ ขวัญแห่งชีวิตนี้ คือพระเยซู ผู้เป็นของขวัญที่ลูกได้รับฟรีๆ วันนี้ลูกขอรับเอาของขวัญแห่งชีวิตนี้ เอ เมน

 

ผมอยากเสนอให้คุณลองอ่านบทเรียนต่อไปนี้ชื่อว่าทำไมพระเยซูต้องตาย?”

 

เนื้อหาหลายส่วนในบทเรียนนี้มาจากหลักสูตรอัลฟ่า (Alpha Course) โดยนิกกี้ กัมเบิ้ล (Nicky Gumbel) ผมขอแนะนำหนังสือของเขาด้วยชื่อว่า คำถามแห่งชีวิต (Questions of Life) ตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์คิงส์เวย์ (Kingsway Publishers)

 

หากคุณสนใจศึกษาเพิ่มเติม ผมแนะนำหนังสือชื่อว่า Evidence that Demands a Verdict โดย Josh McDowell

 

ดัดแปลงโดย คีธ โธมัส (Keith Thomas)

 

อีเมล: keiththomas@groupbiblestudy.com

 

เว็บไซต์: www.groupbiblestudy.com

 

เเเระวัติศาสตร์